สรุปภาวะตลาด

สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา
ตลาดการเงินโลกในเดือน พ.ค. 2026 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดย MSCI All Country World Index (ACWI) +4.54% MoM สะท้อนภาวะ ‘Risk-on Rally’ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด และกระแสการลงทุนในธีม ‘AI Infrastructure’ ซึ่งยังเป็นแกนหลักของตลาดหุ้นโลก แม้ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจาก Valuation ที่ตึงตัวขึ้น ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
ในตลาดพัฒนาแล้ว หุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำการปรับตัวขึ้น โดย Nasdaq +7.40%, S&P 500 +4.84% และ Dow Jones +3.10% MoM ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Growth, Technology และ AI-related โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure, Semiconductor และ Data Center ขณะที่ตลาดยุโรปปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย STOXX 600 +3.38% MoM สะท้อน Sentiment ตลาดโลกที่ยังเป็นบวก แต่แรงส่งยังอยู่ในระดับจำกัดกว่าเมื่อเทียบกับตลาดที่มี Exposure ต่อธีม AI โดยตรง
ด้านตลาดเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ภาพรวมยังแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยตลาดที่เชื่อมโยงกับ AI และ Semiconductor Supply Chain ปรับตัวโดดเด่น Nikkei 225 +11.45% ของญี่ปุ่น, TAIEX ของไต้หวัน +9.90% และ KOSPI ของเกาหลีใต้ +22.19% MoM จากแรงซื้อในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Semiconductor และ Memory Chips โดยเฉพาะเอเชียเหนือ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของชิป หน่วยความจำ และอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ จึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI
ในทางกลับกัน ตลาดจีนและฮ่องกงเคลื่อนไหวอ่อนแอกว่า โดย CSI 300 +0.31% และ Hang Seng -3.50% MoM สะท้อนความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคภายในประเทศ และแนวโน้มกำไรของบริษัทจีนที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ตลาดหุ้นเวียดนามและอินเดียเคลื่อนไหวอ่อนแอกว่าเช่นกัน โดย VN Index +0.51% MoM และ Nifty 50 -2.36% MoM ส่วนตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวเด่นกว่าในภูมิภาค โดย SET Index +5.26% MoM
แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในเดือน พ.ค. ยังคงมาจาก AI Investment Cycle ที่ต่อเนื่องจากเดือน เม.ย. โดยหุ้นกลุ่ม Information Technology ปรับตัวขึ้นกว่า +16% MoM นำโดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI Infrastructure, Semiconductor และ Memory Chips เช่น Dell, Micron, SK Hynix, Samsung, SMCI และ Sandisk ซึ่งปรับขึ้นราว +60% ถึง +100% ภายในเดือนเดียว สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนยังไหลเข้าสู่ธีม AI อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของตลาดในเดือน พ.ค. ยังมีลักษณะกระจุกตัวสูงในหุ้นและภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง ขณะที่การฟื้นตัวของ earnings ในบางภูมิภาคยังไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทั้งตลาด โดยเฉพาะในเอเชียที่กำไรไตรมาส 1 ปี 2026 เติบโตแข็งแกร่งราว +40% YoY แต่ยังนำโดยกลุ่ม Technology และ Semiconductor เป็นหลัก ทำให้นักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงจาก Valuation, Bond Yield, ราคาพลังงาน และความเปราะบางของเศรษฐกิจบางประเทศในระยะถัดไป
สรุป: เดือน พ.ค. เป็นอีกเดือนที่ตลาดหุ้นโลกได้รับแรงหนุนจาก Earnings Momentum และ AI Investment Cycle โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure, Semiconductor และ Memory Chips ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางของการปรับขึ้นรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ฟื้นตัวแบบกว้าง แต่เป็นการปรับขึ้นที่กระจุกตัวในหุ้นและภูมิภาคที่มี Earnings Visibility ชัดเจน ทำให้กลยุทธ์ระยะถัดไปควรเน้น Selective Exposure ในธีมที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจาก Valuation และ Bond Yield ที่อาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้น Growth ได้เป็นระยะ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค. โดย S&P 500 +4.84% MoM, Nasdaq +7.40% MoM และ Dow Jones +3.10% MoM ได้แรงหนุนหลักจากผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดกังวล แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
กำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2026 เติบโตประมาณ +30% YoY โดยมีบริษัทในดัชนี S&P 500 มากกว่า 80% ที่รายงานกำไรสูงกว่าคาด สะท้อนว่า Earnings Momentum ของตลาดสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แม้กลุ่ม Technology จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่การเติบโตของกำไรไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มนี้ เพราะเมื่อไม่รวม Technology กำไรของ S&P 500 ยังเติบโตได้ราว +20% YoY สะท้อนว่า Earnings Recovery เริ่มกระจายตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเชิง Market Leadership กลุ่ม Technology ยังคงนำตลาดจากแรงหนุนของ AI Investment Cycle โดยเฉพาะผลประกอบการของ Nvidia และ Dell ที่สะท้อนการเติบโตของธุรกิจ AI อย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับการที่ Big Tech ทั่วโลกยังเร่งลงทุนใน Data Center เพื่อรองรับ AI Workloads ทั้งในฝั่ง Training และ Inference
ประเด็นสำคัญคือ AI Cycle รอบนี้เริ่มขยายจาก GPU ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานอื่นของ AI Data Center โดยเฉพาะ Memory Chips และ Photonics ซึ่งกลายเป็นคอขวดใหม่ของอุตสาหกรรม และช่วยขยายโอกาสการลงทุนจากหุ้น AI Leader ไปสู่บริษัทในห่วงโซ่ Semiconductor, Memory และ Optical Connectivity มากขึ้น
แนวโน้มระยะถัดไป: เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Earnings Visibility ชัดเจนและได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI Investment Cycle อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology ปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation ที่ตึงตัวขึ้น และ Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมยังคงเป็นการคัดเลือกหุ้นเชิง Selective โดยเน้นบริษัทที่สามารถแปลง AI Capex ให้เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นยุโรป
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค. โดย STOXX Europe 600 +3.38% MoM ได้แรงหนุนจากภาวะ Risk-on ของตลาดโลก ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด และ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ในเชิงผลประกอบการ กำไรบริษัทจดทะเบียนยุโรปเติบโตในระดับปานกลางราว +5% YoY แต่บริษัทมากกว่า 60% รายงานผลประกอบการดีกว่าคาด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่า Earnings Delivery ยังช่วยประคองตลาดได้ แม้แรงส่งของกำไรโดยรวมยังไม่แข็งแกร่งเท่าสหรัฐฯ หรือกลุ่มเอเชียที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI Supply Chain
อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจมหภาคของยุโรปยังอ่อนแอ โดย Composite PMI ลดลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ปลายปี 2023 สอดคล้องกับกิจกรรมเศรษฐกิจที่ชะลอลง ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคแม้ปรับดีขึ้นเล็กน้อยในเดือน พ.ค. แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าการบริโภคภายในภูมิภาคยังฟื้นตัวอย่างจำกัด
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นยุโรปยังมีจุดเด่นด้าน Valuation ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และยังได้แรงหนุนจาก Earnings Resilience ที่ดีกว่าคาด โดย Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย STOXX Europe 600 ระยะ 12 เดือนเป็น 660 จุด หรือคิดเป็น Price Return ราว +5.6% จากแรงหนุนของ EPS ที่ยังแข็งแกร่งกว่าคาด รวมถึงโอกาสจาก AI-related Capex ในบางกลุ่ม เช่น Technology, Utilities และ Industrials
อย่างไรก็ตาม upside ของตลาดยุโรปโดยรวมยังมีแนวโน้มจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในภูมิภาคยังฟื้นตัวช้า และตลาดยุโรปมี Exposure ต่อ Structural AI Tailwinds น้อยกว่า กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็น Selective Buy โดยเน้นกลุ่มที่มี Earnings Visibility ชัดเจน ได้ประโยชน์จาก Capex Cycle, Energy Sector หรือโครงสร้างพื้นฐาน
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้
ปรับตัวโดดเด่นในเดือน พ.ค. โดย KOSPI +22.19% MoM ได้แรงหนุนหลักจากกระแส AI และ Memory Cycle ที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Semiconductor และ Technology ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการ HBM, DRAM และ AI Server ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แรงหนุนของตลาดเกาหลีใต้ไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงส่งจากสภาพคล่องในประเทศ โดยเฉพาะเม็ดเงินรายย่อยที่ไหลเข้าสู่ Single-Stock Leveraged ETFs หรือ ETF แบบใช้ Leverage ที่อ้างอิงหุ้นรายตัว เช่น SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งช่วยเร่ง Momentum ของหุ้นกลุ่มชิปในระยะสั้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนเชิงสภาพคล่องจากแผนของ National Pension Service หรือ NPS ซึ่งเป็นกองทุนบำนาญแห่งชาติเกาหลีใต้ ที่เตรียมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้จาก 14.9% เป็น 20.8% ภายในปี 2027 การเพิ่มน้ำหนักดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อ Sentiment ตลาด เพราะสะท้อนว่าตลาดหุ้นเกาหลีจะมีแรงสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบันระยะยาวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ KOSPI ยังมีลักษณะกระจุกตัวสูงในกลุ่ม Technology และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Memory Cycle ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาด KOSPI บางส่วน โดยเฉพาะในกลุ่ม Tech และ Auto สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังไม่ได้เป็น Broad-based อย่างเต็มที่ และตลาดอาจมีความผันผวนสูงขึ้นหลังราคาหุ้นปรับขึ้นแรง
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังมีจุดเด่นจาก Valuation ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดเทคโนโลยีหลักอื่น และได้รับแรงหนุนจาก Earnings Recovery ในกลุ่ม Semiconductor, Memory และ AI Supply Chain อย่างไรก็ตาม หลัง KOSPI ปรับตัวขึ้นแรง กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังเป็น Selective Buy โดยเน้นหุ้นที่มี Earnings Visibility ชัดเจน ได้ประโยชน์จาก HBM / DRAM Cycle และมี Order Visibility จาก AI Data Center
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง
เคลื่อนไหวอ่อนแอกว่าตลาดหลักอื่นในเดือน พ.ค. โดย CSI 300 ปรับขึ้นเพียง +0.31% MoM ขณะที่ Hang Seng ลดลง -3.50% MoM สะท้อนว่า Sentiment ต่อสินทรัพย์จีนยังเปราะบาง ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ
ในเชิงเศรษฐกิจ เงินเฟ้อจีนเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น +1.2% YoY โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วนที่ปรับสูงขึ้น แม้ราคาอาหารจะอ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดเชิงวัฏจักรยังสะท้อนภาพที่น่าผิดหวัง โดยยอดค้าปลีกยังอ่อนแอต่อเนื่อง และภาคการผลิตอุตสาหกรรมปรับลดลงรายเดือนรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี สะท้อนว่า Demand ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอที่จะหนุนการฟื้นตัวในวงกว้าง
ด้านผลประกอบการ หุ้นจีนยังมีภาพที่แตกต่างกันระหว่างตลาดในประเทศและหุ้นจีน Offshore โดยกำไรของ All-China Universe ไตรมาส 1/2026 เติบโตราว +6% YoY ขณะที่กำไรของ MSCI China ลดลงราว -5% YoY สะท้อนว่าแรงกดดันยังอยู่ในหุ้นจีน Offshore มากกว่า A-shares
อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนยังมีแรงหนุนเฉพาะกลุ่มจากธีม Technology และ AI Supply Chain โดยหุ้น Information Technology และ Semiconductor Outperform อย่างชัดเจนทั้งในตลาด A-shares และ H-shares จากข่าวเชิงบวกด้านเทคโนโลยี เช่น Huawei นำเสนอเทคโนโลยี Scaling Law ใหม่, ByteDance มีแผนเพิ่ม AI Capex อย่างมีนัยสำคัญ และ BYD เปิดตัวชิป Smart Driving ขนาด 4nm ของจีนเอง สะท้อนว่าจีนยังเดินหน้าเร่งลงทุนในเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ แม้ภาพเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมยังอ่อนแอ
แนวโน้มระยะถัดไป: ในเชิง Valuation ตลาดจีนยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของกำไร โดย MSCI China ซื้อขายที่ 12M forward P/E ราว 10.9x ขณะที่ CSI 300 อยู่ที่ราว 14.7x โดย Goldman Sachs ประเมิน Potential Upside ของ MSCI China ที่ราว +25%, CSI 300 ที่ราว +8% และ MSCI Hong Kong ที่ราว +5%
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นต่อจากนี้ยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของ Earnings และมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังอ่อนแอ ทั้งด้านการบริโภค ความเชื่อมั่นภาคเอกชน และภาคอสังหาริมทรัพย์
กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็น Selective Investment โดยเน้นกลุ่มที่มี Earnings Visibility ชัดเจน และได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐหรือ Structural Theme เช่น Technology, AI Infrastructure, Semiconductor, Industrial Automation และ Consumption Upgrade
ตลาดหุ้นไต้หวัน
ปรับตัวโดดเด่นในเดือน พ.ค. โดย TAIEX +9.90% MoM ได้แรงหนุนหลักจากกระแส AI และ Semiconductor ที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม TSMC, Other Semiconductors และ Tech Hardware ซึ่งเป็นแกนสำคัญของ Global AI Supply Chain แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีไต้หวัน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบทบาทของไต้หวันในฐานะศูนย์กลางการผลิตชิปขั้นสูง อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ AI Infrastructure ขณะที่แรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยผ่าน ETF ยังช่วยเสริม Momentum ของตลาด
ในเชิงพื้นฐาน ไต้หวันยังมี Earnings Visibility ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดย Goldman Sachs คาดว่า EPS ของตลาดไต้หวันจะเติบโต +45% ในปี 2026 สูงกว่าหลายตลาดหลักในเอเชีย สะท้อนแรงส่งจากวัฏจักร AI Data Center, Advanced Semiconductor, AI Server และ Memory Supply Chain ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นไต้หวันยังมีจุดเด่นจากโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่ง และบทบาทที่ชัดเจนใน AI Supply Chain โดยเฉพาะในกลุ่ม Semiconductor, AI Server และ Memory Supply Chain อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรง Upside ระยะสั้นเริ่มจำกัดมากขึ้น โดย TAIEX ปรับขึ้นมาใกล้เป้าหมาย 12 เดือนของ Goldman Sachs ที่ 45,000 จุด เทียบกับระดับปัจจุบันราว 43,502.78 จุด ขณะที่ Valuation ของ MSCI Taiwan อยู่ที่ Forward P/E ราว 22.3x ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ตลาดอาจอ่อนไหวต่อแรงขายทำกำไร หาก Sentiment ต่อหุ้น AI หรือ Semiconductor สะดุดลง
กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็น Selective Buy โดยเน้นหุ้นคุณภาพในกลุ่ม Semiconductor, Advanced Packaging, AI Server, Memory Supply Chain และ Tech Hardware ที่มี Earnings growth และ Order visibility รองรับอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในเดือน พ.ค. โดย Nikkei 225 +11.45% MoM และ TOPIX +6.13% MoM โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ด้านเศรษฐกิจ GDP ไตรมาส 1 เติบโต +2.1% QoQ จากแรงหนุนหลักของการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่การส่งออกและการลงทุนภาครัฐยังขยายตัวดี สะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับแรงสนับสนุนทั้งจาก Domestic Demand และ External Demand
อีกแรงหนุนสำคัญคือ Shareholder Return ที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน ซึ่งยังเป็นธีมสำคัญของตลาดญี่ปุ่นในระยะกลาง ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มกำไร การปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท และโอกาสการ Re-rating ของตลาด
อย่างไรก็ตาม หลังตลาดญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะ Nikkei 225 ที่นำโดยหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี Upside ระยะสั้นเริ่มจำกัดมากขึ้น ขณะที่ Valuation ของ TOPIX ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่าอดีต ทำให้ตลาดอาจอ่อนไหวต่อแรงขายทำกำไร หรือ Earnings Revision เริ่มชะลอลง
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลกลับเข้าตลาด และ Shareholder Return ที่ดีขึ้นจากทั้งการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน โดย Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย TOPIX ระยะ 12 เดือนจาก 4,200 จุด เป็น 4,400 จุด หลังฤดูกาลประกาศผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด และปรับเพิ่มประมาณการ EPS ของ TOPIX ปี FY26/FY27 เป็น +11% และ+11%
อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นแรง โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็น Selective Buy โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Earnings Upgrade, Corporate Reform, Buyback Momentum และธีม Technology / AI-related Supply Chain
ตลาดหุ้นอินเดีย
ปรับฐานจากแรงกดดันด้าน Valuation, เงินทุนต่างชาติ และความเสี่ยงเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลดลงในเดือนที่ผ่านมา โดย Nifty 50 ลดลง -2.36% MoM และ BSE Sensex ลดลง -3.23% MoM สะท้อนแรงกดดันจากการลดน้ำหนักของนักลงทุนต่างชาติ ภาวะ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดภูมิภาค และความกังวลต่อแนวโน้มต้นทุนบริษัทที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
แม้ผลประกอบการของบริษัทอินเดียในไตรมาสล่าสุดยังขยายตัวได้ดี โดย MSCI India profit เติบโต +11% YoY แต่ตลาดเริ่มกังวลต่อการถูกปรับลดประมาณการกำไรในช่วงถัดไป ขณะที่ Goldman Sachs ระบุว่าอินเดียเป็นหนึ่งในตลาดที่ Underperform มากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคในปีนี้ จากแรงกดดันทั้ง Valuation De-rating, ค่าเงินอ่อน และ Fund Flow ต่างชาติที่ยังติดลบ YTD
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นอินเดียยังมีปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่แข็งแกร่งจากโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในระยะสั้นตลาดยังอยู่ในช่วงปรับฐาน เพื่อสะท้อน Valuation ที่ตึงตัว เงินทุนต่างชาติที่ยังระมัดระวัง และความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรจากแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์กำไร MSCI India ปี 2026 เหลือ +8% YoY จากเดิม +16% ก่อนเกิดแรงกดดันด้านพลังงาน และให้เป้าหมาย Nifty 50 ระยะ 12 เดือนที่ 25,900 จุด ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในตลาดอินเดียควรเน้นการคัดเลือกหุ้นคุณภาพที่มีกำไรมั่นคง มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และได้ประโยชน์จาก Domestic Demand
ตลาดหุ้นเวียดนาม
ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดย VN Index เพิ่มขึ้น +0.51% MoM สะท้อนภาวะตลาดที่ยังอยู่ในช่วงพักฐานหลังปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้า โดยแรงหนุนหลักยังมาจากหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ขณะที่ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ความกังวลต่อราคาพลังงาน และภาวะตลาดโลกที่ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พื้นฐานระยะกลางของตลาดเวียดนามยังมีความน่าสนใจ จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตแข็งแกร่ง เศรษฐกิจในประเทศที่ยังขยายตัวดี และ Valuation ที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต โดยเฉพาะหากไม่รวมผลกระทบจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ตลาดโดยรวมยังสะท้อนโอกาสสะสมหุ้นคุณภาพในช่วงที่ตลาดพักฐาน
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นเวียดนามอาจยังเคลื่อนไหวแบบ Sideways to Slightly Positive ในระยะสั้น แต่หากแรงขายต่างชาติเริ่มชะลอลง และความคาดหวังต่อการยกระดับตลาดกลับมาเป็นปัจจัยหนุน นักลงทุนอาจเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Domestic Consumption, Infrastructure Investment, Utilities และ Consumer Sector มากขึ้น
ตลาดหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นในเดือน พ.ค. โดย SET Index เพิ่มขึ้น +5.26% MoM ปิดที่ 1,568.37 จุด ได้แรงหนุนจากแรงซื้อในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส Semiconductor และ AI ทั่วโลก รวมถึงความคาดหวังว่าสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านและความตึงเครียดในช่องแคบ Hormuz อาจทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้ตลาดเริ่มลดความกังวลต่อ Oil Risk Premium และกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ในเชิงเศรษฐกิจ GDP ไทยไตรมาส 1/2026 ยังขยายตัวได้เล็กน้อยก่อนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มชัดขึ้น โดยข้อมูลเดือน มี.ค. ทรงตัว ขณะที่ผลกระทบระยะแรกเริ่มสะท้อนผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลง การส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวที่อ่อนตัว ต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น และการใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารที่ชะลอลงตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2026 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวราว +1.2% โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Emergency Decree วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งเน้นช่วยเหลือภาคครัวเรือน อาจช่วยเพิ่ม GDP ปี 2026 ได้ราว +0.3ppt แต่มีผลฐานที่อาจกดดัน GDP ปี 2027 ราว -0.2ppt ด้านเงินเฟ้อเดือน เม.ย. กลับมาเป็นบวกหลังเผชิญภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง 12 เดือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับปลายทาง 1.00% ตลอดปี 2026 เว้นแต่ความตึงเครียดในช่องแคบ Hormuz ยืดเยื้อจนกดดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นอีกครั้ง
แนวโน้มระยะถัดไป: SET Index ยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ โดยการปรับเพิ่มประมาณการ GDP และ EPS ช่วยสนับสนุนเป้าหมายดัชนีบริเวณ 1,580 จุด แต่แนวต้านสำคัญยังอยู่ที่ 1,590–1,600 จุด ซึ่งเป็นเส้น Downtrend ระยะยาวตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่แนวรับอยู่บริเวณ 1,530 และ 1,510 จุด กลยุทธ์การลงทุนยังควรเน้น Selective Buy ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยจริงที่ยังติดลบ กระแส AI/Semiconductor และมาตรการกระตุ้นในประเทศ พร้อมติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ Hormuz ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อและ Sentiment ตลาดในระยะสั้น

ตลาดตราสารหนี้
ตลาดตราสารหนี้เผชิญความผันผวนสูงในเดือน พ.ค. สะท้อนความไม่แน่นอนต่อผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก
แรงกดดันสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นเป็น +3.8% YoY สูงกว่าคาด และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น +2.8% YoY จากแรงหนุนของหมวดที่อยู่อาศัย ด้านยุโรป เงินเฟ้อปรับขึ้นเป็น +3.0% YoY จากราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ Core Inflation ชะลอลงเป็น +2.2% YoY ส่วนหนึ่งจากเงินเฟ้อภาคบริการที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยด้านปฏิทินวันหยุด Easter
ในสหราชอาณาจักร ตลาดพันธบัตรยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังผลการเลือกตั้งระดับภูมิภาคสะท้อนแรงกดดันต่อพรรค Labour และเพิ่มความกังวลต่อทิศทางนโยบายการคลังและระดับหนี้สาธารณะ อย่างไรก็ตาม Gilts ปรับตัวดีกว่าตลาดพันธบัตรรัฐบาลโลก หลังเงินเฟ้ออังกฤษออกมาต่ำกว่าคาด และตลาดแรงงานที่อ่อนแอลงกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงในช่วงปลายเดือน
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดตราสารหนี้ยังอาจผันผวนตามราคาน้ำมัน ความคืบหน้าการเปิดช่องแคบ Hormuz และสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานจะคลี่คลายได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีสัญญาณดีขึ้น แต่ธนาคารกลางหลักยังมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง โดย Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยจนกว่าภาพเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้น ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเลื่อนไปช่วงปลายปี 2026 หรือปี 2027
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังควรเน้น Selective Carry และคุณภาพเครดิตเป็นหลัก โดยให้น้ำหนักกับตราสาร Investment Grade ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และหลีกเลี่ยงการเพิ่ม Duration หรือ Credit Risk เชิงรุกในช่วงที่เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และนโยบายการเงินยังมีความไม่แน่นอนสูง
ทองคำ
ราคาทองคำปรับลดลงเล็กน้อยในเดือน พ.ค. โดยลดลงราว -1% ปิดที่ 4,546 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หลังแรงหนุนจากสินทรัพย์ปลอดภัยอ่อนตัวลงตามภาวะตลาดการเงินโลกที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่แรงขายจากกองทุน Gold ETF โดยเฉพาะในเอเชียและสหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความต้องการทองคำจากจีน อินเดีย และธนาคารกลาง ยังช่วยประคองภาพการลงทุนในทองคำไม่ให้เปลี่ยนเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มระยะถัดไป: ทองคำอาจยังผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ Bond Yield และราคาพลังงาน โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันปรับขึ้นจนกดดันเงินเฟ้อและทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้โดยทั่วไปดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักเป็นแรงกดดันต่อทองคำ แต่ในบางบริบท ทองคำอาจได้แรงหนุน หากตลาดตีความว่าการขึ้นดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงเชิง Policy Error หรือความเปราะบางของเศรษฐกิจ
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในทองคำยังควรเน้นบทบาทในฐานะ Portfolio Hedge มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยสามารถทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ความผันผวนของตลาดหุ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลยุทธ์การลงทุนในเดือน มิ.ย.
ตลาดการเงินโลก ณ สิ้นเดือน พ.ค. ยังคงเคลื่อนไหวในบรรยากาศของ ‘Risk-On Rally’ โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด และกระแสการลงทุนในธีม AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ถือเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ตลาดตอบสนองต่อตัวเลขการจ้างงานดังกล่าวผ่านการปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกดดันการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่ม Growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำตลาดมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดของรายงานแรงงาน พบว่าค่าจ้างยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการลาออกจากงานยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้ร้อนแรงจนสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ดังนั้น แม้ตลาดจะตีความข้อมูลการจ้างงานในเชิงลบ แต่ภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ได้เปลี่ยนไปในทิศทางที่บังคับให้ Fed ต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในทันที
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากแรงขายรอบนี้ คือการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มหน่วยความจำและห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งที่ก่อนหน้านี้ NVIDIA ได้ยืนยันรายชื่อผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองสำหรับแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ สะท้อนว่าการปรับฐานดังกล่าวมีลักษณะของการลดความเสี่ยงและขายทำกำไร หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรง มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานธุรกิจ
ขณะเดียวกัน เงินทุนไม่ได้ไหลออกจากตลาดโดยรวม แต่เกิดการหมุนเวียนจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น Consumer Staples และ Healthcare สะท้อนว่านักลงทุนยังคงอยู่ในตลาด เพียงแต่เลือกปรับสมดุลพอร์ตเพื่อลดความผันผวนในระยะสั้น
โดยสรุป การปรับฐานของตลาดในช่วงต้นเดือน มิ.ย. จึงควรถูกมองเป็นการพักฐานจาก Valuation ที่ตึงตัวขึ้น Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้น และแรง Repositioning ของนักลงทุน มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าภาพใหญ่ของ AI Cycle หรือแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนของ LH Fund ยังคงเน้นการจัดพอร์ตแบบสมดุล
1. Core Portfolio เราแนะนำให้กระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์และภูมิภาค โดยใช้ Global Equity เป็นแกนหลักเพื่อรับโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นโลกและลดความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ควบคู่กับ Global Investment Grade Bond เพื่อเสริมเสถียรภาพ ลดความผันผวน และเพิ่ม resilience ให้พอร์ตในช่วงที่ทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน
2. Satellite Portfolio เรายังคงให้น้ำหนักกับธีมระยะกลาง–ยาวที่มีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างชัดเจน โดยเฉพาะ AI Ecosystem
โดยเรายังมีมุมมองเชิงบวกจากบทบาทของ AI ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้าน Compute, Semiconductor, Data Center และ AI Infrastructure นอกเหนือจาก AI Ecosystem เรายังมองเห็นโอกาสการลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เช่น Quantum Computing, Energy Infrastructure และ Humanoid Robotics กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ Selective Strategy และ Buy on Dip ในบริษัทคุณภาพที่มีรายได้จริง กำไรแข็งแรง และสามารถแปลง AI Capex เป็น Growth ได้ชัดเจน

Core Portfolio พอร์ตหลักเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง: ลงทุนในสินทรัพย์หลักที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ต
LHGALPHA: กองทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก ที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนแบบ Absolute Returnลงทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก กองทุนลงทุนใน Fullerton Lux Funds - Global Absolute Alpha - Class A (USD) Acc (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
LHGIGO: กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก มุ่งเน้นความมั่นคงของพอร์ต ผ่านกองทุนตราสารหนี้ที่ใช้กลยุทธ์การคัดเลือกผู้ออกตราสารรายตัว เพื่อเลือกลงทุนในเครดิตคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวนและลดความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก กองทุนลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
Satellite Portfolio พอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน: กระจายการลงทุนสู่ธีมพิเศษและภูมิภาคศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ผ่าน 3 แนวทางการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละสไตล์
Contrarian Strategy
LHGAS: ลงทุนในหุ้นกลุ่มธุรกิจผลิต Oil & Gas และโครงสร้างพื้นฐาน Natural Gas ในฐานะพลังงานหลักของระบบไฟฟ้าและ AI Data Center กองทุนลงทุนใน First Trust Natural Gas ETF (FCG) ("กองทุนหลัก")
LHHUMANOID: ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Humanoid Robotics กองทุนลงทุนใน Themes Humanoid Robotics ETF (BOTT) (“กองทุนหลัก”)
(2) Momentum Strategy
Momentum Strategy
LHQTUM: กองทุนควอนตัมกองแรกของประเทศไทย ลงทุนครอบคลุมทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและ Pure-play Quantum กองทุนลงทุนใน Defiance Quantum ETF (QTUM) (“กองทุนหลัก”)
Mid-term Strategy
LHAI: ลงทุนในธีม Generative AI ผ่าน Active ETF ที่ที่คัดเลือกบริษัทซึ่งได้อานิสงส์จาก AI และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์รองรับ Big Data กองทุนลงทุนใน Roundhill Generative AI & Technology ETF (“กองทุนหลัก”)
LHSOLAR: ลงทุนในหุ้นโซลาร์ทั่วโลก ที่เพื่อจับโอกาสจากการเติบโตของพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแห่งอนาคต กองทุนลงทุนใน Invesco Solar ETF (TAN) (“กองทุนหลัก”)
Source : Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World Gold Council, Reuters
Data as of: 8 Jun 2026
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

