LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด




สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา 

ตลาดการเงินโลกในเดือน เม.ย. 2026 ฟื้นตัวในเกือบทุกภูมิภาค โดย MSCI All Country World Index (ACWI) +9.6% MoM สะท้อนการกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on หลังนักลงทุน หลังตลาดเริ่มมองข้ามความเสี่ยงเชิงพาดหัวระยะสั้น และให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ที่ยังมีแรงส่งต่อเนื่อง

ในตลาดพัฒนาแล้ว หุ้นสหรัฐฯ เป็นผู้นำการฟื้นตัว โดย Nasdaq +13.97%, S&P 500 +9.63% และ Dow Jones +6.63% MoM ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Growth, Technology และ AI-related ขณะที่ตลาดยุโรปปรับขึ้นในอัตราที่จำกัดกว่า โดย STOXX 600 +2.27% MoM
ด้านเอเชีย ตลาดที่เชื่อมโยงกับ AI และ Semiconductor Supply Chain ปรับตัวโดดเด่น โดย TAIEX +26.2%, Nikkei 225 +10.32%, VN Index +8.91% และ Nifty 50 +5.81% MoM ขณะที่จีนและฮ่องกงฟื้นตัวในระดับปานกลาง โดย CSI 300 +6.21% และ Hang Seng +1.91% MoM ส่วนตลาดหุ้นไทย SET +3.15% MoM

แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในเดือนนี้มาจากการหมุนกลับเข้าสู่หุ้นกลุ่ม AI, Semiconductor และ Technology Supply Chain โดย S&P 500 และ Nasdaq ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ ขณะที่ Philadelphia Semiconductor Index ปรับขึ้นเกือบ +40% MoM สะท้อนว่าเม็ดเงินยังไหลเข้าสู่ธีม AI Infrastructure อย่างชัดเจนขณะที่ ตลาด Emerging Markets ก็ได้รับแรงส่งจากธีมดังกล่าวเช่นกัน โดย MSCI Emerging Markets Index +14.7% MoM จากแรงหนุนจากไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นแกนกลางของ Global AI Supply Chain

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงกดดันเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบ Hormuz ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ณ สิ้นเดือน ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและ Bond Yield ในระยะถัดไป

ด้านนโยบายการเงิน แม้ธนาคารกลางหลักส่วนใหญ่ยังคงดอกเบี้ย แต่รายละเอียดการประชุมเริ่มสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่หมดไป ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองจากการรอคอยการลดดอกเบี้ย ไปสู่ภาพของ higher-for-longer rate environment หรือในบางภูมิภาคอาจกลับมาเผชิญความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยเฉพาะ ECB และ BoJ

สรุป: เดือน เม.ย. เป็นเดือนที่ตลาดโลกกลับเข้าสู่โหมด Risk-on Rally โดยมี Earnings และ AI investment cycle เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และ Bond Yield ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจจำกัด upside ของตลาดในระยะถัดไป




      ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวเด่นในเดือน เม.ย. โดย Nasdaq +13.97%, S&P 500 +9.63% และ Dow Jones +6.63% MoM สะท้อนการกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on นำโดยหุ้นกลุ่ม Growth, Technology และ AI-related ที่กลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง แรงหนุนหลักมาจาก Earnings Season ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ สิ้นเดือน เม.ย. บริษัทในดัชนี S&P 500 รายงานผลประกอบการแล้วราว 63% ซึ่งในจำนวนนี้ 84% รายงาน EPS สูงกว่าคาด สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 78% และค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 76% ขณะที่ 81% รายงานรายได้สูงกว่าคาด สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Sentiment เพียงอย่างเดียว

กลุ่ม Mega-cap Tech ยังเป็นแกนหลักของ Earnings momentum โดย AMZN, GOOGL, META และ MSFT รายงานรายได้รวมเติบโต +20% และกำไรรวมเติบโต +61% ในไตรมาสนี้ ตอกย้ำว่า AI investment cycle ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทั้งตลาดหุ้นและผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่

ด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพ Resilient growth โดย GDP Q1 ขยายตัว +2.0% annualized เร่งขึ้นจาก +0.5% ใน Q4 แม้ต่ำกว่าคาดที่ +2.2% โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีส่วนช่วยต่อการเติบโตถึง +1.5 percentage points สะท้อนว่า AI Capex ไม่ได้เป็นเพียงธีมในตลาดหุ้น แต่เริ่มเป็นแรงขับเคลื่อนจริงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ด้านนโยบายการเงิน Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.5–3.75% ตามคาด แต่รายละเอียดการประชุมสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นภายใน FOMC หลังมีกรรมการถึง 4 คนไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1992 ทำให้เส้นทางดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยตลาดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเศรษฐกิจที่ยังทนทานกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่หมดไป

แนวโน้มระยะถัดไป: มุมมองต่อหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นบวกแบบระมัดระวัง โดย Earnings Momentum ยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรองรับตลาด ขณะที่ S&P 500 ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานไม่ลุกลามจนกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย Goldman Sachs คาดว่า EPS ของ S&P 500 จะเติบโต +12% ในปี 2026 และ +10% ในปี 2027 โดยแรงปรับเพิ่มประมาณการในกลุ่ม Energy และ Technology ช่วยชดเชยแรงปรับลดในกลุ่ม Consumer และ Materials ลง


  ตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดหุ้นยุโรป: ปรับตัวขึ้นในเดือน เม.ย. โดย STOXX Europe 600 +2.27% MoM ได้แรงหนุนจากภาวะ Risk-on ของตลาดโลก และผลประกอบการ Q1/2026 ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ตาม แรงฟื้นตัวยังมีลักษณะ Selective มากกว่า Broad-based โดยบริษัทใน STOXX 600 รายงานงบแล้วราว 40% หรือ 149 บริษัท แรงหนุนหลักมาจากกลุ่ม Commodity Banks และบางส่วนของ Technology ขณะที่กลุ่ม Consumer และ Industrials ยังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่อ่อนแอ ต้นทุนที่สูงขึ้น และ margin ที่ถูกบีบ สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดยุโรปยังไม่กระจายตัวกว้างเท่าตลาดสหรัฐฯ

ด้านเศรษฐกิจ ภาพรวมยังฟื้นตัวช้า โดย Euro area real GDP Q1/2026 ขยายตัวเพียง +0.1% QoQ ต่ำกว่าคาดที่ +0.2% สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคธุรกิจและ AI Capex
ด้านนโยบายการเงิน ECB คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ด้วยมติเอกฉันท์ แต่ Christine Lagarde ส่งสัญญาณว่า อีก 6 สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นช่วงสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ย โดยตลาดยังต้องติดตามความเสี่ยงที่ ECB อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือน มิ.ย. หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ผ่อนคลาย ขณะที่ อังกฤษ BoE มีมติ 8-1 ให้คง Bank Rate ที่ 3.75% และระบุว่าเป็น Active hold เนื่องจากการไม่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยคาดไว้ก่อนหน้า มีผลเทียบเท่ากับการคงภาวะการเงินให้ตึงตัวมากขึ้น

แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นยุโรปยังมีจุดเด่นด้าน Valuation ที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ แต่ Earnings momentum ยังฟื้นตัวแบบเลือกกลุ่มมากกว่ากระจายทั้งตลาด ทำให้กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังเป็น Selective Buy ใน sector ที่มี earnings revision เป็นบวก เช่น Commodity-linked, Banks และ Technology บางส่วน พร้อมระวังกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันจาก demand slowdown และ margin compression อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร STOXX 600 ปี 2026 เป็น +10% จากเดิม +5% โดยแรงหนุนหลักมาจากกลุ่ม Commodity-related sectors ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี คาดการณ์กำไรปี 2027 ถูกปรับลดลงเหลือราว +5% เนื่องจากหากราคาพลังงานเริ่ม normalize แรงหนุนจากกลุ่ม commodity ในปีนี้อาจลดลงและกลับมาเป็นแรงกดดันต่อกำไรในปีถัดไป


   ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง

ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง: ปรับตัวขึ้นในเดือน เม.ย. โดย CSI 300 +6.21% MoM และ Hang Seng +1.91% MoM สะท้อนแรงฟื้นตัวของ Sentiment หลังแรงขายก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังเป็นการฟื้นตัวแบบ Selective Recovery มากกว่าการฟื้นตัวทั้งตลาด ด้านผลประกอบการ บริษัทใน All-China Universe รายงานงบ Q1/2026 แล้วราว 81% โดยกำไรรวมเติบโต +16% YoY แรงหนุนหลักมาจากกลุ่ม Energy Materials และ Tech Hardware ขณะที่ กลุ่มบริโภคบางส่วนและ Real Estate ยังอ่อนแอ สะท้อนว่า Demand ภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีความผันผวนสูง

ด้านนโยบาย ‘การประชุม Politburo’ เดือน เม.ย. ยังเน้นการรักษาเสถียรภาพและเดินหน้านโยบายเดิมอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการกระตุ้นเชิงรุกในวงกว้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน และแรงกดดันต่อภาคส่งออก ในเชิงเศรษฐกิจ ข้อมูล PMI เดือน เม.ย. Official Non-manufacturing PMI อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดหลังโควิด สะท้อนว่า Demand ภายในประเทศยังไม่แข็งแรงพอที่จะหนุนการฟื้นตัวในวงกว้าง

แนวโน้มระยะถัดไป:  ตลาดจีนยังมีจุดเด่นด้าน valuation ที่ไม่แพง โดย MSCI China ซื้อขายที่ forward P/E ราว 11.5x และ CSI 300 ราว 14.8x ขณะที่ consensus คาด EPS growth ปี 2026–2027 ของ MSCI China ที่ +17% / +17% และ CSI 300 ที่ +26% / +14% ตามลำดับ สะท้อนว่าตลาดยังมี upside หาก earnings recovery เดินหน้าต่อได้ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังไม่กระจายกว้าง ทำให้กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังเป็น Selective Investment โดยเน้นกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ และการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน เช่น Technology, Semiconductors, AI Infrastructure, Industrial Automation และ Digital Transformation

 ตลาดหุ้นไต้หวัน

ตลาดหุ้นไต้หวัน: ปรับตัวโดดเด่นในเดือน เม.ย. โดยดัชนี TAIEX +26.2% MoM ได้แรงหนุนจากบทบาทของไต้หวันในฐานะศูนย์กลางสำคัญของ AI และ Semiconductor Supply Chain อีกทั้งปัจจัยสนับสนุนหลักยังมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทไต้หวัน 177 แห่ง หรือราว 61% ของ Market cap รายงานงบ Q1/2026 แล้ว มีกำไรเติบโต +57% YoY และ +20% QoQ ขณะที่ 60% รายงานงบมีกำไรสูงกว่าคาด และมี Median earnings surprise ที่ +8% สะท้อนว่า Earnings momentum ยังแข็งแรง

ด้านเศรษฐกิจ GDP ไต้หวัน Q1/2026 ขยายตัว +13.7% YoY สูงกว่าคาดและเร่งขึ้นจาก +12.7% ใน Q4/2025 โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนและการส่งออก ตอกย้ำว่าไต้หวันยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI Infrastructure และ Semiconductor

แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นไต้หวันยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจาก AI Semiconductor และ Tech Hardware Supply Chain โดยทั้ง Earnings และ GDP ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังส่งผ่านสู่เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจน Goldman Sachs คาดว่า EPS ของตลาดไต้หวันจะเติบโต +34% ในปี 2026E และ +24% ในปี 2027E ตอกย้ำบทบาทของไต้หวันในฐานะที่เป็นหนึ่งในตลาดที่มี Earnings visibility โดดเด่นที่สุดในภูมิภาค
 

 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นในเดือน เม.ย. โดย Nikkei 225 และ TOPIX +10.3% และ +1.53% MoM โดยได้แรงหนุนจากภาวะ Risk-on ของตลาดโลก และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด โดย Earnings Season บริษัทใน TOPIX ที่มีรอบบัญชีสิ้นสุด ก.พ./มี.ค. รายงานงบแล้วราว 28% ของ Market cap โดย 54% รายงานกำไรดีกว่าคาด เทียบกับ 36% ที่ต่ำกว่าคาด สะท้อนว่า Earnings surprise ยังเป็นบวก และ guidance ของบริษัทญี่ปุ่นไม่ได้ระมัดระวังมากเกินไปตามที่ตลาดกังวลก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนของตลาดยังค่อนข้างกระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะ Factory Automation, Machinery และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ US re-industrialization ซึ่งได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อในสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ขณะที่ TOPIX ฟื้นตัวในอัตราที่จำกัดกว่าตลาดที่เชื่อมโยงกับ AI โดยตรง เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นมี exposure ต่อธีม AI น้อยกว่าไต้หวันหรือเกาหลีใต้

ด้านนโยบายการเงิน BoJ คงดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.75% ตามคาด แต่โทนการประชุมออกมา Hawkish มากขึ้น หลังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี FY2026 จาก 1.9% เป็น 2.8% และมีกรรมการ 3 คนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยทันทีเป็น 1.0% สะท้อนว่าตลาดญี่ปุ่นยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยในประเทศ     

แนวโน้มระยะถัดไป ในเชิงกลยุทธ์ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังน่าสนใจจากแรงหนุนเชิงโครงสร้าง ทั้ง Earnings ที่ออกมาดีกว่าคาด Buyback ที่ยังแข็งแรง และ Corporate reform ที่เดินหน้าต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่ม Automation Machinery Financials และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ US re-industrialization ยังมี momentum ชัดเจน โดย Goldman Sachs ยังคงมุมมองบวกต่อ TOPIX โดยคาด EPS เติบโต +7% ใน FY2026 และ +11% ใน FY2027 สะท้อนว่า Upside ของตลาดญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรและการยกระดับประสิทธิภาพของบริษัทจดทะเบียน

 ตลาดหุ้นอินเดีย

ตลาดหุ้นอินเดีย ปรับตัวขึ้นในเดือน เม.ย. โดย Nifty 50 +5.81% MoM และ BSE Sensex +5.17% MoM ได้แรงหนุนจาก Sentiment ตลาดโลกที่กลับมาเป็นบวก และผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อย ด้าน Earnings Season บริษัทใน MSCI India รายงานงบแล้วราว 48% ของ Market cap โดยกำไรเติบโตประมาณ +8% YoY สูงกว่าคาดก่อนเริ่มฤดูกาลประกาศงบราว 3 percentage points และมี Average EPS surprise +3% สะท้อนว่า Earnings delivery ยังพอช่วยประคองตลาดได้ อย่างไรก็ดี Outlook ระยะถัดไปเริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน โดยเฉพาะผลกระทบจาก Energy shock ที่ผู้บริหารหลายบริษัทเริ่มกล่าวถึงมากขึ้น ซึ่งอาจกดดัน Margin ในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน

แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นอินเดียยังมีจุดเด่นจากโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวและแรงซื้อภายในประเทศที่แข็งแรง แต่ระยะสั้นเริ่มเผชิญแรงกดดันจาก Energy shock และความเสี่ยงการปรับลดประมาณการกำไร โดย MSCI India ซื้อขายที่ forward P/E ราว 20.5x ทำให้ตลาดยังต้องการ Earnings delivery ที่ต่อเนื่องเพื่อรองรับ Valuation
ทั้งนี้ Goldman Sachs ยังคงมุมมอง Market weight India และคาดว่า EPS growth ของตลาดที่ +8% ในปี 2026 และ +13% ในปี 2027 โดยกลยุทธ์ยังเน้นกลุ่ม Banks Energy Staples และ Defense ขณะที่ ควรระวังกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนและ Earnings downgrade เช่น Industrials Consumer Discretionary และบางกลุ่ม Materials


 ตลาดหุ้นเวียดนาม

ตลาดหุ้นเวียดนาม ฟื้นตัวในเดือน เม.ย. โดย VN Index +8.91% MoM ได้แรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยกำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนเติบโต +52% YoY จุดเด่นสำคัญคือ การเติบโตของกำไรไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม แต่มีลักษณะ Broad-based มากขึ้น ในหลาย Sector ทั้ง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค สะท้อนภาพพื้นฐานเศรษฐกิจระยะกลางยังมีแรงส่งต่อเนื่อง

แนวโน้มระยะถัดไป ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางของเวียดนามยังน่าสนใจ จากแรงหนุนของ earnings growth, public investment, digital economy และโอกาส FTSE upgrade ขณะที่ราคาหุ้นบางส่วนยังสะท้อนการฟื้นตัวของกำไรไม่เต็มที่ ทำให้โอกาสลงทุนเริ่มทยอยปรากฏในหุ้นรายตัว อย่างไรก็ดี ระยะสั้นยังมีความท้าทาย เนื่องจากตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ สภาพคล่องที่ลดลง และการฟื้นตัวของดัชนีที่ยังพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม


 ตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.ย. ปรับตัวขึ้น โดย SET Index ปิดที่ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น +3.15% MoM หรือ +45.55 จุด และเคลื่อนไหวในกรอบ 1,438.33–1,510.08 จุด แรงหนุนหลักมาจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัว โดยเฉพาะ DELTA รวมถึง Sentiment เชิงบวกจากหุ้น Semiconductor ต่างประเทศ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของ SET ยังมีลักษณะ กระจุกตัวสูง โดย DELTA ปรับขึ้น +22% MoM แม้ถูกเข้ามาตรการ cash balance หลังผลประกอบการ 1Q26 ออกมาดีกว่าคาด และได้แรงหนุนจาก Philadelphia Semiconductor Index +38.4% MoM ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ ก.พ. 2000 ทั้งนี้ DELTA เพียงตัวเดียวมีส่วนหนุน SET ถึง +56.25 จุด ทำให้หากไม่รวม DELTA ดัชนีจะปรับตัวลงราว -10 จุด สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ฟื้นตัวแบบ Broad-based

แม้แรงขับเคลื่อนหลักของ SET ในเดือนนี้จะมาจากหุ้นรายตัวอย่าง DELTA แต่ Sentiment ตลาดยังได้รับแรงประคองจากปัจจัยมหภาคในประเทศที่เริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้น โดย Moody’s ปรับ outlook เครดิตไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ขณะที่ BOT คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตามคาด นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉิน 5 แสนล้านบาท และโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ 1,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน ขณะที่ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใน 1Q26 เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า YoY ช่วยประคอง Sentiment ด้านการลงทุนในประเทศ

แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนในประเทศ และ Sentiment จากหุ้นเทคโนโลยีโลก แต่การปรับขึ้นที่กระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่บางตัวทำให้ต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น กลยุทธ์จึงควรเน้น Selective Buy ในหุ้นที่มีกำไรฟื้นตัวจริง ได้ประโยชน์จาก Policy support และมี Valuation รองรับ




ตลาดตราสารหนี้
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในเดือน เม.ย. ให้ผลตอบแทนผสมผสาน โดยแรงกดดันหลักมาจาก ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดกลับมากังวลเงินเฟ้อ และเลื่อนความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยออกไป ในบางประเทศ ตลาดเริ่มปรับมุมมองไปสู่ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางอาจต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น

พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น
เป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด โดย JGBs -0.7% MoM แม้ BoJ จะคงดอกเบี้ยตามคาด แต่โทนการประชุมที่ Hawkish มากขึ้น และการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ทำให้ตลาดเร่งคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997ด้าน

ด้านสหราชอาณาจักร UK Gilts -0.5% MoM สะท้อนแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความกังวลว่า BoE อาจต้องคงท่าทีเข้มงวดนานกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลยุโรปให้ผลตอบแทนผสมผสาน โดยราคาพลังงานและข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอกดดัน Yield ในช่วงต้นเดือน แต่การคงดอกเบี้ยของ ECB ช่วยให้ German Bunds ฟื้นตัวบางส่วนในช่วงปลายเดือน

ในทางกลับกัน US Treasuries -0.1% MoM ทรงตัวได้ดีกว่า เนื่องจากสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงน้อยกว่าในฐานะประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ขณะที่ภาพเศรษฐกิจที่ยังค่อนข้างสมดุลช่วยจำกัดแรงขายในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดตราสารหนี้ยังต้องติดตามทิศทาง ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และสัญญาณจากธนาคารกลางหลัก โดยกลยุทธ์ควรเน้น Selective Carry และคุณภาพเครดิต มากกว่าการเพิ่ม Duration หรือ Credit risk ในวงกว้าง โดยให้น้ำหนักกับตราสารคุณภาพดีที่มี yield รองรับ และหลีกเลี่ยงกลุ่มที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินสูง


ทองคำ
ราคาทองคำในระยะสั้นเผชิญแรงกดดันจาก US Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้น และความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ถูกเลื่อนออกไป จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ เงินเฟ้อ PCE ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับภาพ higher-for-longer rates มากขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนทองคำตั้งแต่ต้นปีลดลงเหลือราว +6.2% YTD

อย่างไรก็ดี ภาพเชิงโครงสร้างของทองคำยังแข็งแรง โดยอุปสงค์ทองคำโลกใน Q1/2026 รวมการลงทุนผ่านตลาด OTC เพิ่มขึ้น +2% YoY สู่ระดับ 1,231 ตัน ขณะที่ มูลค่ารวมของอุปสงค์ทองคำพุ่งขึ้น +74% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 193 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนว่าแรงซื้อเพื่อการลงทุนยังช่วยชดเชยความต้องการฝั่ง fabrication ที่อ่อนแอได้

นอกจากนี้ ความต้องการถือครองทองคำของธนาคารกลางยังอยู่ในระดับสูง แม้มีแรงขายบางส่วนในไตรมาสนี้ สะท้อนว่าทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ ค่าเงิน และภูมิรัฐศาสตร์


แนวโน้มระยะถัดไป ทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะกลางจาก Investment Demand, Central Bank Demand และบทบาทในการเป็น Geopolitical Hedge ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาทองคำยังถูกกดดันจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง และความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ที่ถูกเลื่อนออกไป ทำให้ upside ของราคายังจำกัด ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว โดยใช้จังหวะที่ตลาดกังวลเรื่องดอกเบี้ยและ Yield เป็นโอกาสเพิ่มน้ำหนัก มากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรงแล้ว
 



กลยุทธ์การลงทุนในเดือน พ.ค.
เดือน เม.ย. ตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on Rally แม้ความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง โดยแรงหนุนหลักมาจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีกว่าคาด และความเชื่อมั่นต่อวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ซึ่งช่วยให้ตลาดมองข้าม headline risk ระยะสั้นได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนระยะถัดไปยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง Earnings Momentum กับความเสี่ยงจากราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และ Bond Yield หากราคาพลังงานเริ่มผ่อนลง จะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนและดอกเบี้ย พร้อมหนุน sentiment ต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง แต่หากราคาพลังงานยืนสูงนาน อาจกดดันกำลังซื้อ ภาคธุรกิจ และทำให้ธนาคารกลางหลักต้องคงท่าทีระมัดระวังมากขึ้น
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนของ LH Fund ยังเน้นการจัดพอร์ตแบบสมดุลผ่านแนวทาง Core–Satellite Portfolio

1. Core Portfolio
เราแนะนำให้กระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์และภูมิภาค โดยใช้ Global Equity เป็นแกนหลักเพื่อรับโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นโลกและลดความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ควบคู่กับ Global Investment Grade Bond เพื่อเสริมเสถียรภาพ ลดความผันผวน และเพิ่ม resilience ให้พอร์ตในช่วงที่ทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน

2. Satellite Portfolio
เรายังคงให้น้ำหนักกับธีมระยะกลาง–ยาวที่มีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างชัดเจน โดยเฉพาะ AI Ecosystem

2.1 สำหรับ AI Ecosystem เรายังมีมุมมองเชิงบวกจากบทบาทของ AI ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้าน compute, semiconductor, data center, cloud และ software infrastructure อย่างไรก็ดี หลังราคาหุ้นฟื้นตัวแรง กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ Selective Strategy และ Buy on Dip ในบริษัทคุณภาพที่มีรายได้จริง กำไรแข็งแรง และสามารถแปลง AI Capex เป็น growth ได้ชัดเจน

2.2 ส่วน Emerging Markets ยังน่าสนใจในระยะยาวจาก valuation ที่ไม่แพง และโอกาสฟื้นตัวของ earnings โดยเฉพาะประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI และการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ

 
 


กองทุนแนะนำประจำเดือน พ.ค.

1. Core Portfolio พอร์ตหลักเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง: ลงทุนในสินทรัพย์หลักที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตในระยะยาวควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ต


LHGALPHA
กองทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก ที่ลงทุนใน (กองทุนหลัก) Fullerton Lux Funds - Global Absolute Alpha ที่เน้นหุ้นเติบโตสูงทั่วโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนแบบ Absolute Alpha

LHGIGO 
กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก โดยกองทุนลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) ที่เน้นคัดเลือกผู้ออกตราสารคุณภาพสูงรายตัวผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อสร้าง Alpha
 

2. Satellite Portfolio พอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน: กระจายการลงทุนสู่ธีมพิเศษและภูมิภาคศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ผ่าน 3 แนวทางการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละสไตล์
 
(1) Contrarian Strategy

LHCYBER
ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cybersecurity เพื่อรับโอกาสการเติบโตของโลกดิจิทัล จากความต้องการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในยุค AI โดยกองทุนลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ First Trust Nasdaq Cybersecurity UCITS ETF (CIBR) 

LHHUMANOID
ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Humanoid เพื่อเปิดรับโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกจริง โดยกองทุนลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Themes Humanoid Robotics ETF (BOTT) 


(2) Momentum Strategy

LHSEMICON 
ลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI Boom โดยกองทุนลงทุน        ใน ‘กองทุนหลัก’ iShares Semiconductor ETF (SOXX) เพื่อรับโอกาสจาก Momentum เชิงบวกของอุตสาหกรรม

LHGAS
ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Oil & Gas Exploration & Production (E&P) และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติ เพื่อรับโอกาสจากความต้องการพลังงานและบทบาทของ Natural Gas ในฐานะพลังงานสำคัญของเศรษฐกิจโลก


(3) Mid-term Strategy

LHEME
กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่ใช้กลยุทธ์ Active Bottom-up ควบคู่กับ Country Allocation มุ่งคัดเลือกหุ้นคุณภาพสูงในประเทศแกนหลักของ EM โดยกองทุนลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Schroders ISF Global Emerging Market Opportunities


LHAI
ลงทุนในธีม Generative AI ผ่าน Active ETF ที่คัดเลือกบริษัทซึ่งได้อานิสงส์จาก AI และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์รองรับ Big Data โดยกองทุนลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Roundhill Generative AI & Technology ETF


Source Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World gold council, Energy Information Administration (EIA), Reuters

Data as of 7 Apr 2026
 

เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน










  

 
 

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ