สรุปภาวะตลาด

สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา
ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี MSCI All Country World Index (ACWI) บวก +0.46% สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 ปิดบวก ที่ +0.69%, ดัชนี Nasdaq +0.23% และ Dow Jones +1.64%, ยุโรป: Euro Stoxx 600 +3.04%, เอเชีย: Nikkei 225 ของญี่ปุ่น +0.17%, CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ +2.28% แต่ Hang Seng ของฮ่องกงลดลง -0.88%, Taix ของไต้หวัน +5.93% และ VN Index ของเวียดนามปิดบวก +4.80% ขณะที่ในทางตรงกันข้าม Nifty 50 ของอินเดียปรับตัวลดลง -0.19%, SET Index ของไทย -1.32%
โดยสรุปเดือน ธ.ค. บรรยากาศการลงทุนเริ่มฟื้นตัวเข้าสู่โหมด Risk-on อย่างระมัดระวัง หลังนักลงทุนทยอยประเมินทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจในปีถัดไป ภาพรวมตลาดสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงของ Selective Investment ชัดเจนขึ้น โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับคุณภาพกำไร ความยั่งยืนของการเติบโต และระดับ Valuation ที่เหมาะสมมากกว่าการเข้าลงทุนตามกระแสในวงกว้าง
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ดัชนี MSCI ACWI หรือ ‘ดัชนีหุ้นโลก’ ปรับตัวขึ้นแรงราว +22% นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักของโลกยังคงแข็งแกร่งอย่างชัดเจน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนในปี 2025 ที่ +17.9% แรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Magnificent 7 ภายใต้ธีม AI ซึ่งในปีนี้เริ่มเปลี่ยนจาก ‘ความคาดหวัง’ ไปสู่ ‘กำไรที่เริ่มจับต้องได้’ สะท้อนจากผลประกอบการของกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี ตลาดไม่ได้ปรับขึ้นอย่างราบรื่นตลอดทั้งปี โดยเผชิญแรงกดดันเป็นระยะ ทั้งจากนโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเดือน เม.ย. ที่กดดันให้ตลาดสหรัฐฯ ปรับฐานแรง ก่อนจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังมีสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี ตลาดหันมาให้น้ำหนักกับผลเชิงบวกจากนโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนกลับเข้าสู่โหมด Risk-on และเกิดการปรับขึ้นของราคาสินทรัพย์ในวงกว้าง แม้จะมีกระแสกังวลเรื่อง AI Bubble ประปราย ที่ส่งผลให้เกิดการหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นที่อิงเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การปรับฐานดังกล่าวยังอยู่ในลักษณะ Healthy Correction ซึ่งช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนของตลาดและทำให้โครงสร้างตลาดสมดุลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปี 2025 ยังเป็นปีที่ ‘ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ’ กลับมาโดดเด่นและ outperform หุ้นสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หนุนโดยการเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีและธีม AI ในบางภูมิภาค การ re-rating หลัง Valuation อยู่ในระดับต่ำมานาน และความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากฐานต่ำ โดยตลาดที่ทำผลงานเด่น ได้แก่ ฮ่องกง (Hang Seng +30%) ญี่ปุ่น (Nikkei 225 +28%) และไต้หวัน (Taix +26%)
ตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. 2025 ฟื้นตัวอีกครั้ง หลังชะลอลงในเดือนก่อนหน้า โดย S&P 500 +0.69%, Nasdaq +0.23% และ Dow Jones +1.64% ได้แรงหนุนจากการที่ Fed ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.50–3.75% ซึ่งเป็นการลดครั้งที่ 3 ในปี 2025 จากเงินเฟ้อที่ชะลอลงมากกว่าคาด และผลกระทบด้านราคาจากภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าที่ตลาดประเมิน ขณะเดียวกัน Fed เริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานมากขึ้น
ในเชิงโครงสร้าง ตลาดยังอยู่ในช่วง Rotation โดยแรงขายทำกำไรยังคงกดดันหุ้น US Big Tech และ AI บางส่วน โดยเฉพาะบริษัทที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สูง ใช้ leverage มาก หรือมี valuation ตึงตัว ขณะที่มุมมองต่อ AI เริ่มเปลี่ยนจาก re-rating สู่การประเมินคุณภาพ เน้นความสามารถในการเปลี่ยน Capex ให้เป็นรายได้และกำไรจริง ส่งผลให้นักลงทุนหันไปเพิ่มน้ำหนักใน หุ้นกลุ่ม Laggards เช่น Financials, Industrials, Energy, Utilities และ Small-cap ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่ากลุ่ม Technology อย่างมีนัยสำคัญในเดือนนี้
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและสร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวกตลอดปี แรงหนุนหลักมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่เร่งตัวในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนผ่าน GDP ในไตรมาส 2–3 ที่ขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ย หลังชะลอลงเล็กน้อยในไตรมาสแรก ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเร่งลงทุนด้าน AI (AI Capex) ที่สูงกว่าคาด การลดดอกเบี้ยของ Fed รวม 3 ครั้ง นโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อภาคธุรกิจจาก One Big Beautiful Bill Act และกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาษีการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นของค่าครองชีพจากเงินเฟ้อสะสมตั้งแต่ช่วงโควิดยังเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพากำลังซื้อของครัวเรือนทำผลงานต่ำกว่าตลาดโดยรวม สะท้อนลักษณะของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตแบบกระจุกตัวและการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการปรับขึ้นทั้งกระดาน
ระยะข้างหน้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยมุมมองเชิงมหภาคโดยรวมยังเป็นบวก สะท้อนผ่านการที่ Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2026 เป็น 2.30% พร้อมทั้งปรับลดประมาณการเงินเฟ้อ Core PCE เหลือ 2.50% ปัจจัยดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และการลงทุนด้าน AI ที่ยังอยู่ในวัฏจักรขยายตัว โดย Goldman Sachs คาดกำไรของ S&P 500 เติบโต +12% และ +10% ในปี 2026 และปี 2027 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ระดับ Valuation ที่ตึงตัว การกระจุกตัวของผลตอบแทนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการที่ธีม AI เริ่มเข้าสู่ช่วงของการคัดกรองผู้ชนะและผู้แพ้อย่างชัดเจน ทำให้ downside risk และความผันผวนของหุ้นกลุ่ม Tech Growth ยังคงมีอยู่ในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงของตลาดยังคงอยู่ โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดจับตาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ วันที่ 14 ม.ค. ซึ่งหากมาตรการภาษีถูกยกเลิกอาจสร้างความผันผวนต่อ Sentiment ตลาดในระยะสั้น อีกทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯยังเผชิญ Concentration Risk จากการพึ่งพาผลตอบแทนของหุ้นขนาดใหญ่กลุ่ม AI และ Big Tech เป็นหลัก ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อข่าวเชิงลบมากขึ้น
ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +3.04% ในเดือน ธ.ค. 2025 และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักที่หนุนตลาดหุ้นโลกช่วงปลายปี จากบรรยากาศการลงทุนที่กลับเข้าสู่โหมด Risk-on ประกอบกับท่าทีเชิงนโยบายของ ‘ธนาคารกลางยุโรป (ECB)’ ที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของตลาด แม้ ECB จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่ประเมินว่าเศรษฐกิจยูโรโซนยังมีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากการค้าโลก ขณะเดียวกัน ECB ยังคงย้ำกรอบการดำเนินนโยบายแบบ ‘meeting-by-meeting’ โดยยึดข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลักส่งผลให้นักลงทุนมองว่า นโยบายดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัวในระยะใกล้
สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นยุโรปสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ที่ผ่านมากระแสการลงทุนทั่วโลกจะยังคงให้น้ำหนักกับ ธีม AI เป็นหลัก สะท้อนว่าตลาดเริ่มกระจายตัวออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว ไปสู่ภูมิภาคและกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น แรงหนุนผลตอบแทนหลักในปีที่ผ่านมา มาจากโครงสร้างตลาดหุ้นยุโรปที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีไม่สูง ทำให้พอร์ตมีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวนเมื่อต้นปี 2025 จากเหตุการณ์ ‘DeepSeek Moment’ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปมีน้ำหนักสูงในกลุ่ม Banks, Industrials, Energy และ Utilities ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่เข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวของวัฏจักรเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเร่งใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน อีกทั้งระดับ Valuation ยังคงอยู่ในระดับน่าสนใจ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นยุโรปสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในปีที่ผ่านมา
ระยะข้างหน้า เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ จากนโยบายการคลังเชิงขยายโดยมีเยอรมนีเป็นแกนหลักผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และกลาโหม ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากการค้าโลก ในมุมมองตลาดทุน Goldman Sachs ประเมินว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ดัชนี STOXX 600 จะให้ผลตอบแทนรวมราว +7% (สกุล EUR) และคาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ของยุโรปจะเติบโต +5% และ +7% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ อย่างไรก็ดีตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจาก ค่าเงินยูโรที่มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจจำกัดผลตอบแทนในเชิงเปรียบเทียบ ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังมีความ ไม่สม่ำเสมอระหว่างอุตสาหกรรม ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปควรเน้น ‘Selective Investment’ มากกว่าการลงทุนเชิงกว้าง โดยให้น้ำหนักกับกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายและการใช้จ่ายภาครัฐระยะยาว ได้แก่ Defense, Infrastructure และ Energy Transition ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเชิงโครงสร้างของยุโรป และมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ตลาดหุ้นจีน
ในเดือน ธ.ค. ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเคลื่อนไหวแบบผสมผสาน โดย CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับขึ้น +2.28% ขณะที่ Hang Seng ของฮ่องกงลดลง -0.88% โดยช่วงต้นเดือนตลาดเผชิญแรงขายเล็กน้อยจากความผิดหวังของนักลงทุน หลังรัฐบาลจีนยังไม่ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมอย่างชัดเจน โดยทิศทางนโยบายยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเป็นหลัก ขณะที่ด้านข้อมูลเศรษฐกิจรายได้ภาครัฐเติบโตชะลอลง แม้การใช้จ่ายภาครัฐเร่งขึ้น ขณะที่ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมออกมาต่ำกว่าคาด
สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนมีความผันผวนสูงและให้ผลตอบแทนในลักษณะกระจายตัว โดยช่วงต้นปีถูกกดดันจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล, ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอ่อนแอ, และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ขณะที่ภาครัฐยังคงให้น้ำหนักกับเสถียรภาพมากกว่าการกระตุ้นเชิงรุก ส่งผลให้ตลาดขาดปัจจัยกระตุ้น (Catalyst) ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี ตลาดเริ่มฟื้นตัวจากความแข็งแกร่งของภาคการส่งออก ซึ่งยังเติบโตในระดับ 8–10% ต่อปี, การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง, รวมถึงระดับ Valuation ที่อยู่ในโซนต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยพลิกมุมมองนักลงทุนให้กลับมาเป็นบวกต่อจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนสามารถสร้างผลตอบแทน เหนือกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ในปีที่ผ่านมา
ระยะข้างหน้า ในปี 2026 นโยบายการคลังจะยังคงเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจจีน ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายการเงินดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาครัฐมุ่งกระตุ้นอุปสงค์ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการยกระดับภาคการผลิต มากกว่าการกระตุ้นการบริโภคโดยตรง อย่างไรก็ดีการบริโภคภาคเอกชนยังฟื้นตัวได้จำกัด แม้มีแรงหนุนจากภาครัฐ แต่ถูกถ่วงด้วยตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอ และการเติบโตของรายได้ที่ชะลอลง พฤติกรรมออมเงินมากกว่าการใช้จ่ายของครัวเรือน ส่งผลให้กำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่ สะท้อนว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศยังเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีนปี 2026 ควรเน้น ‘Selective Investment’ มากกว่าการลงทุนเชิงกว้าง โดยให้น้ำหนักกับกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอุปสงค์โลก และมีศักยภาพการเติบโตเชิงโครงสร้าง ได้แก่ Export-oriented Technology และ EV Supply Chain ซึ่งมีความสามารถในการสร้างกำไรได้ดีกว่าภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ
ตลาดหุ้นไต้หวัน
ดัชนี Taiex ของไต้หวันปรับตัวขึ้น +5.93% ในเดือน ธ.ค. 2025 แม้ระหว่างเดือนจะเผชิญแรงกดดันจากการขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ TSMC อย่างไรก็ดี ตลาดฟื้นตัวชัดเจนในช่วงปลายเดือน โดย Taiex ปรับขึ้นกว่า +3% ในสัปดาห์สุดท้าย สะท้อนแรงซื้อกลับในหุ้นที่เชื่อมโยงกับวัฏจักร AI และ Semiconductor พร้อมมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรปีถัดไป
สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไต้หวัน โดยดัชนี Taiex สร้างผลตอบแทนได้ที่ +26% จัดอยู่ใน Top 25% ของผลตอบแทนรายปีนับตั้งแต่ปี 1988 ต่อเนื่องจากการปรับขึ้นแรงในช่วงปี 2023–2024 ที่ +27–28% แม้ระหว่างปีจะเผชิญการปรับฐานรุนแรงราว -25% ในช่วง ม.ค.–กลาง เม.ย. แต่ตลาดสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่มเทคโนโลยี TSMC ปรับขึ้น +44% ตามมาด้วย Tech Hardware +30% และหุ้นกลุ่ม Semiconductor อื่น ๆ +22%
ระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไต้หวันคาดว่าจะเติบโต +4.4% ในปี 2026 หลังขยายตัวแรง +7.8% ในปี 2025 โดยแรงขับหลักยังมาจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวอย่างจำกัดจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านประชากรและอัตราการออมที่สูง เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงต่ำกว่าเป้าหมายจากประสิทธิภาพการผลิตในภาคเทคโนโลยีและราคาพลังงานที่อ่อนตัว ด้านตลาดทุน Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย Taiex ระยะ 12 เดือนเป็น 32,400 จุด (Upside ราว +12%) โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้ม USD อ่อนค่า และการกระจายเงินลงทุนออกจากตลาดสหรัฐฯ ที่มี Valuation และ Concentration Risk สูง
มองไปข้างหน้า เดือน ม.ค.–ก.พ. ของปี เป็นช่วงแข็งแกร่งที่สุดของตลาดไต้หวัน โดยให้ผลตอบแทนค่ามัธยฐานราว +2% ต่อเดือน ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มเด่นในเดือน ม.ค. ได้แก่ Information Technology Banks และ Materials
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปิดบวกเล็กน้อยที่ +0.17% ในเดือนธ.ค. สะท้อนการเคลื่อนไหวที่ทรงตัวท่ามกลางการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายภายในประเทศ
ในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้แรงหนุนหลักจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจ ทั้งการยกระดับ Corporate Governance การเร่งปรับปรุง ROE และการเพิ่มการคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ส่งผลให้คุณภาพกำไรและวินัยด้านเงินทุนของบริษัทจดทะเบียนปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านการลงทุนธีมระยะยาวทำผลงานโดดเด่น อาทิ Defense, Construction, Trading Companies และ AI สะท้อนบทบาทของ Thematic และ Selective Investment
ระยะข้างหน้า ในปี 2026 เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่า GDP จริงจะขยายตัวราว +0.8% สะท้อนการฟื้นตัวที่พึ่งพาแรงขับภายในประเทศมากขึ้น ท่ามกลางนโยบายการคลังที่ยังเอื้อต่อการเติบโต และการเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ภายใต้บริบทดังกล่าว ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังถูกมองเป็น Reform-driven Market ที่มีจุดแข็งเชิงโครงสร้างจากการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กรและการปรับปรุง ROE อย่างเป็นรูปธรรม โดย Goldman Sachs คาดว่า EPS จะเติบโต +9% และ +9% ในปี FY26–27 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี TOPIX มีโอกาสให้ผลตอบแทนราว +6% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
มองไปข้างหน้า Sentiment ตลาดยังมี Upside จากกระแสคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการเลือกตั้งสภาล่างแบบฉับพลันในช่วงต้น–กลางเดือน ก.พ. ซึ่งตลาดเริ่มตีความเชิงบวกว่าจะช่วยสร้างความต่อเนื่องของนโยบายการคลังเชิงขยาย โดยเฉพาะภายใต้สมมติฐานที่ว่า ‘ซานาเอะ ทากาอิจิ’ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจคว้าชัยและครองเสียงข้างมากในสภาล่าง จากสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยในปัจจุบัน ปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนความเชื่อมั่นว่าทิศทางนโยบายเศรษฐกิจจะยังคงเป็นมิตรต่อตลาด และเอื้อต่อการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ผลเชิงบวกต่อ Sentiment ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายของพรรค LDP และเสถียรภาพของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
ตลาดหุ้นอินเดีย
ดัชนี NIFTY 50 ปรับลดลง -0.18% ในเดือนธ.ค. โดยภาพรวมตลาดสะท้อนการเคลื่อนไหวในลักษณะ Sector Rotation มากกว่าการปรับขึ้นเป็นวงกว้าง หุ้นกลุ่ม Cyclicals และกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกทำผลงานได้ดีกว่าจากแรงหนุนของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ RBI (-25 bps) และแนวโน้มดอกเบี้ยโลกขาลง ขณะที่หุ้น Defensive ปรับตัวตามหลัง สอดคล้องกับมุมมองเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในปี 2025 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดหุ้นอินเดียแม้ดัชนีจะยังทรงตัวได้ แต่ตลาดหุ้นอินเดียให้ผลตอบแทนเพียง +3% ในรูป USD ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักทั่วโลก โดยถูกกดดันจากการเติบโตของกำไรที่ชะลอลง ค่าเงินที่อ่อนค่า การขาด Valuation re-rating ปี 2025 จึงนับเป็นปีที่อ่อนแอที่สุดของตลาดหุ้นอินเดียในรอบกว่า 30 ปี เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ (EM) เงินทุนต่างชาติไหลออก 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001 สะท้อนแรงกดดันจากรอบการปรับลดประมาณการกำไร โดย EPS ถูกปรับลดลงมากกว่า 7% (ไม่รวมผลจากการ roll forward) อย่างไรก็ดี ฝั่งนักลงทุนในประเทศยังแข็งแกร่ง DIIs ทำสถิติเงินไหลเข้าสูงสุดกว่า 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หนุนโดยเงินลงทุนจากธนาคารและบริษัทประกัน
ระยะข้างหน้า เรามองว่าตลาดหุ้นอินเดียในปี 2026 กำลังเข้าสู่ช่วงพลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านปี 2025 ที่ถูกกดดันจากการชะลอตัวของกำไรและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ โดยรอบการฟื้นตัวครั้งใหม่นี้มีแรงหนุนครบทั้ง นโยบาย เศรษฐกิจ และกำไรบริษัท
เชิงนโยบาย อินเดียได้รับ ‘Policy Tailwinds’ จากสภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการลดภาษีซึ่งช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การเดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบด้านภาษีและตลาดแรงงานช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของเงินทุนต่างชาติและสนับสนุนศักยภาพการเติบโตระยะกลาง เมื่อแรงกดดันด้านกำไรเริ่มคลี่คลาย ภาพ ‘Growth Revival’ จึงชัดเจนขึ้น โดย Goldman Sachs คาดว่ากำไรบริษัทในดัชนี MSCI India จะเร่งตัวจาก +11% และ +10% ในปี 2024–25E เป็น +15% และ +14% ในปี 2026–27E สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรม
เศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ด้านกระแสเงินทุน แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเริ่มกลับทิศ โดยมีตัวเร่งสำคัญ ได้แก่ การประกาศผลประกอบการ 4QCY25 งบประมาณรัฐบาลเดือนก.พ. (ครอบคลุมปีงบประมาณใหม่ที่เริ่ม 1 เม.ย. - 31 มี.ค.) และความคืบหน้าของข้อตกลงการค้า สหรัฐฯ–อินเดีย ซึ่งล้วนช่วยฟื้น Sentiment ตลาด โดยธีมที่ได้ประโยชน์ตรงจากการฟื้นตัวของอุปสงค์และนโยบาย ได้แก่ Mass Consumption, Financials, Defense และ Energy Security
ตลาดหุ้นเวียดนาม
ดัชนี VN Index ปรับขึ้น +4.80% ในเดือน ธ.ค. ต่อเนื่องจากเดือน พ.ย. สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกของตลาดหุ้นเวียดนาม หลังผ่านช่วงปรับฐานยาวตั้งแต่ ส.ค.–ปลายปี 2025 ส่งผลให้ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วง Re-rating โดยมีแรงหนุนจากความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของกำไรและกระแสเงินทุน ขณะที่ ระดับ Valuation ยังอยู่ในโซนน่าสนใจ เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะถัดไป
สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเวียดนามเริ่มเร่งตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี โดยตลาดได้เริ่ม Pricing in การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ควบคู่กับมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยเชิงโครงสร้างและนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้เวียดนามยังถูกมองเป็นหนึ่งในตลาดที่มี Upside เชิงโครงสร้าง
ระยะข้างหน้า ในปี 2026 ตลาดหุ้นเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่เข้าสู่ช่วงขยายตัวชัดเจน โดยรัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเติบโตในระดับ มากกว่า 10% แรงหนุนหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้แรงเสริมจาก Policy Catalyst ที่จะทยอยเข้ามาในปี 2026 อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสนับสนุน FDI และภาคการผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ยังมี Catalyst เชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ โอกาสในการยกระดับสถานะตลาด (Market Upgrade) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วสุดในช่วง มี.ค. และการกลับมาของวงจร ‘State Divestment’ ที่ช่วยยกระดับ Corporate Governance และดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว สนับสนุน Sentiment ตลาดหุ้นเวียดนามในระยะถัดไป
ตลาดหุ้นไทย
SET Index -1.32% ในเดือนธ.ค. โดยภาพรวมตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบภาคส่งออกและกำไรบริษัทจดทะเบียน แม้ดัชนีจะมีจังหวะฟื้นตัวเป็นระยะ แต่ยังขาดแรงหนุนที่ยั่งยืน ขณะที่ มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.23 หมื่นลบ. (-4.5% MoM) สะท้อนสภาพคล่องที่ยังซบเซา Sentiment ตลาดถูกถ่วงจากความกังวลเงินเฟ้อไทยที่ติดลบ ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา และความไม่แน่นอนด้านนโยบายค่าเงิน ขณะเดียวกัน ปัจจัยบวกจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed และแรงรีบาวด์เป็นช่วง ๆ ของหุ้นรายตัวขนาดใหญ่ เช่น DELTA ช่วยพยุงดัชนีได้บางเวลา
สำหรับในปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการขาด Catalyst เชิงบวกที่ชัดเจน ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างจำกัดและกระจุกตัวเฉพาะบางกลุ่ม มากกว่าการปรับขึ้นในวงกว้าง โดยแรงหนุนหลักยังมาจากกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะธนาคาร ที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด (Earnings Surprise) ทั้งนี้ SET Index ปิดติดลบเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อน Sentiment การลงทุนที่ยังเปราะบาง ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความตึงเครียดทางการค้าโลก ค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่กดดันความสามารถในการส่งออกและกำไรบริษัทจดทะเบียน ขณะที่สภาพคล่องและแรงซื้อใหม่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ตลาดยังขาดแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างสำหรับการฟื้นตัว
ระยะข้างหน้า ปี 2026 เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้าและเปราะบาง โดยภาคส่งออกและท่องเที่ยว ถูกกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการยุบสภา ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุดและเสี่ยงต่อความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 ที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดโดยรวม อย่างไรก็ดี ระยะสั้น Sentiment ยังพอมีแรงพยุง หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในครึ่งแรกของปี ควบคู่กับฤดูกาลจ่ายปันผลในระดับสูง ของหลายบริษัทจดทะเบียน ก่อนที่ตลาดจะมีโอกาสฟื้นตัวชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จและการเบิกจ่ายภาครัฐกลับมาเร่งตัว
ตลาดตราสารหนี้
ตลาดตราสารหนี้ในปี 2025 ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศ Risk-on ที่ขยายจากตลาดหุ้นสู่ตลาดเครดิต ส่งผลให้ credit spreads แคบลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม Global Credit ซึ่งสร้างผลตอบแทนรวมราว +10.3% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินของภาคเอกชน ทั้งตราสารหนี้ Investment Grade และ High Yield โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งการแคบลงของ spreads ช่วยหนุนราคาตราสารหนี้และ Total Return ของพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม โดยช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับตราสารหนี้ Investment Grade ทั่วโลกที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (unhedged) ได้ราว +3.2%
ในเชิงโครงสร้าง ตลาดเครดิตยังคงคึกคัก แม้มีการออกตราสารหนี้ใหม่ในปริมาณสูง แต่ credit spreads ยังคงแคบลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าพื้นฐานบริษัทเอกชนยังแข็งแรง และนักลงทุนให้น้ำหนักกับ ความเสี่ยงของภาคเอกชนที่กระจายตัวดี มากกว่าความเสี่ยงของภาครัฐที่เผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง ส่งผลให้ ระดับยีลด์ปัจจุบันยังน่าสนใจ และเอื้อต่อการสร้างผลตอบแทนรวมในลักษณะ income-driven
ระยะข้างหน้า ตลาดตราสารหนี้ในปี 2026 ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจชะลอลงแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (soft landing) การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเอื้อต่อการสร้างผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งรายได้ดอกเบี้ยจากการถือครองตราสาร (carry income) และกำไรจากราคาพันธบัตรที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง (price gain) อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจผันผวน รวมถึงแรงกดดันด้านนโยบายการคลังและระดับหนี้ภาครัฐที่สูง ยังอาจสร้างความผันผวนให้กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวเป็นระยะ ภายใต้บริบทดังกล่าว ปี 2026 เอื้อต่อการใช้กลยุทธ์ Flexible Credit / Active Fixed Income มากกว่าการลงทุนเชิงรับ เนื่องจากความผันผวนของ credit spreads จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนเชิงรุกสามารถคัดเลือกตราสารและบริหารพอร์ตอย่างยืดหยุ่นเพื่อสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี ทั้งนี้ ตราบใดที่ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงหรือ credit shock ตลาดตราสารหนี้ยังคงเอื้อต่อการสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มตราสารหนี้คุณภาพดี
ภาพรวมทองคำในปี 2025 โลหะมีค่า (Precious Metals) ถือเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุด โดยดัชนี Bloomberg Precious Metals ให้ผลตอบแทนสูงถึง +80.2% ตลอดทั้งปี สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินโลก โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการที่ ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งกระจายสินทรัพย์สำรอง ควบคู่กับกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ กองทุน ETF ทองคำ อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ราคาเงิน (Silver) ทำผลงานโดดเด่นยิ่งกว่า โดยปรับตัวขึ้นถึง +149.1% จากทั้งแรงซื้อเชิงลงทุนและความต้องการเชิงอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งของกลุ่มโลหะมีค่าสามารถ ชดเชยการอ่อนตัวของราคาน้ำมัน และหนุนให้ภาพรวม สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ให้ผลตอบแทนรวม +15.8% ในปี 2025
ระยะข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และภาวะที่นักลงทุนมีความระมัดระวังต่อความเสี่ยงมากขึ้น จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์ของ World gold council ราคาทองคำในปี 2026 มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นราว +5% ถึง +15% จากระดับปัจจุบัน โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเร็วและขนาดของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ผลตอบแทนในระดับดังกล่าวจะถือว่าแข็งแกร่งสำหรับปีปกติ แต่เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานที่โดดเด่นมากในปี 2025 ก็ยังถือเป็นการต่อยอดผลตอบแทนที่น่าสนใจ ในเชิงโครงสร้าง การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงความเป็นไปได้ของนักลงทุนรายใหม่ เช่น บริษัทประกันในจีน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญในอินเดีย อาจช่วยหนุนแนวโน้มเชิงบวกของราคาทองคำได้ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวเพียงเล็กน้อยก็ตาม
มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน
ภาพรวมการลงทุนปี 2026
ปี 2026 มีแนวโน้มเป็นปีที่ผลตอบแทนตลาดหุ้นขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไร (Earnings-driven) มากกว่าความเชื่อมั่น แม้ตลาดยังมี Upside อยู่ แต่รูปแบบการปรับขึ้นจะกระจายตัวกว้างขึ้น (Broader-based growth) ไม่ได้กระจุกในตลาดหรือธีมเดียวเหมือนช่วงก่อนหน้า โดยคาดว่า กำไรบริษัทในญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่จะเร่งตัวจนช่องว่างกับสหรัฐฯ แคบลง ส่งผลให้หุ้นนอกสหรัฐฯ มีโอกาส Outperform จากทั้ง Valuation Gap และ Earnings Catch-up
ดังนั้น ในปี 2026 การกระจายการลงทุนออกนอกสหรัฐฯ ควรถูกยกระดับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก ท่ามกลางภาพตลาดที่การเติบโตเริ่มกระจายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน ธีม AI กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง Selective Investment สู่การประเมินบนพื้นฐานคุณภาพมากขึ้น นักลงทุนจึงจำเป็นต้อง คัดเลือกหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแรง มีความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรจาก AI ได้จริง เพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป
กลยุทธ์การลงทุน
บลจ. LH Fund มีมุมมองกลยุทธ์การลงทุน ดังนี้
1. การกระจายการลงทุนทั้งในมิติของสินทรัพย์และภูมิภาคยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญ ในการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในแนวทางหลักคือ การ ‘เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นโลก (Global Equity)’ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัจจัยเฉพาะประเทศและสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม ขณะเดียวกัน ‘การจัดสรรบางส่วนไปยัง ตราสารหนี้คุณภาพสูงระดับโลก (Global Investment Grade Bonds)’ ช่วยเพิ่มความเสถียรให้พอร์ต และเสริมประโยชน์ด้านการกระจายความเสี่ยงในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง
2. เรามองเห็นโอกาสจากตลาดเกิดใหม่ เนื่องจาก 1.แรงกดดันจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งเอื้อต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและช่วยลดต้นทุนทางการเงินของประเทศ EM 2. ธีม AI นอกสหรัฐฯ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นสะท้อนผ่านความแข็งแกร่งของธุรกิจหน่วยความจำ (Memory) และเซมิคอนดักเตอร์ และ 3. ระดับ Valuation ของ EM ยังอยู่ในโซนน่าสนใจ เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะถัดไป
3. เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ แต่เน้นใช้ ‘กลยุทธ์แบบ Selective’ โดยคัดเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระยะยาว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม AI Ecosystems ที่ยังคงเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับโลก อาทิ Quantum Technology และ AI, Space Economy และ Nuclear Energy
LHGEQP
กองทุนหุ้นโลกที่กระจายการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง MSCI ACWI ลงทุนใน iShares MSCI ACWI ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ครอบคลุมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาการเติบโตระยะยาวจากหุ้นทั่วโลก พร้อมกระจายความเสี่ยงด้านภูมิภาคอย่างสมดุล
LHGIGO
กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก ลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ในระดับ Investment grade มุ่งเน้นความมั่นคงของพอร์ต ผ่านกลยุทธ์การคัดเลือกผู้ออกตราสารรายตัว เพื่อเลือกลงทุนในเครดิตคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวนและลดความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก
LHQTUM
กองทุนธีมควอนตัมเทคโนโลยี ลงทุนใน Defiance Quantum ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานของ Quantum Technology และ AI พร้อมคัดเลือกบริษัทที่สะท้อนธีมควอนตัมอย่างแท้จริง เพื่อคว้าโอกาสจากเมกะเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
LHNUKZ
กองทุนธีมควอนตัมเทคโนโลยี ลงทุนใน Range Nuclear Renaissance Index ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ลงทุนในธุรกิจที่อยู่ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Value Chain) โดยเน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแส ‘Nuclear Renaissance’ และความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
LHSEMICON
องทุนธีมเซมิคอนดักเตอร์ ลงทุนใน iShares Semiconductor ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV มุ่งลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI boom ในซัพพลายเออร์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการเติบโตของ AI
LHSPACE
กองทุนธีมเศรษฐกิจอวกาศ ลงทุนใน Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV เน้นธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Economy) เช่น การปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศ การปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศ การสื่อสารและอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม การสังเกตการณ์โลก (Earth Observation) และระบบนำทางและ GPS ซึ่งจะมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต
LHEME
กองทุนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงทุนใน Schroder International Selection Fund Global Emerging Market Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ ใช้กลยุทธ์ Active Bottom-up ควบคู่กับ Country Allocation มุ่งคัดเลือกหุ้นคุณภาพสูงในประเทศแกนหลักของ EM อย่างยืดหยุ่น โดยโครงสร้างพอร์ตมุ่งเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
Source: Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World gold council
Data as of: 13 Jan 2026
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

