กองทุนแนะนำ

คงมุมมองเชิงบวกต่อกองทุนธีม AI และแนะนำ ‘ทยอยถัวเฉลี่ยต้นทุน’ โดยเน้นสะสมในจังหวะที่ตลาดปรับฐาน
หุ้น AI ปรับฐานจากความคาดหวังที่สูงและการลด Leverage
หุ้น AI และ Semiconductor สหรัฐฯ เริ่มปรับฐานตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. โดย Philadelphia Semiconductor Index (SOX) ลดลงประมาณ 20.66% ในช่วง 1 เดือน (ณ วันที่ 30 ก.ค. 2026) จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่
- 17 ก.ค.
Kimi K3 จุดชนวนความกังวล ‘DeepSeek 2.0’ โดย Moonshot AI เปิดตัว Kimi K3 ซึ่งเป็นโมเดล Open-weight ที่มีศักยภาพแข่งขันกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกังวลว่า AI รุ่นใหม่อาจใช้ Compute และชิประดับสูงน้อยกว่าที่เคยประเมิน
- ช่วงกลาง–ปลายเดือน ก.ค.
ราคาน้ำมันและ Bond Yield ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อแหล่งเงินทุนและความสามารถของ Hyperscalers ในการเปลี่ยน AI CapEx จำนวนมหาศาลให้เป็นรายได้และผลตอบแทน
- 27 ก.ค.
ความกังวลด้านเงินทุนและการแข่งขันจากจีนเพิ่มขึ้น โดย Nvidia ร่วง 5% หลังมีรายงานเกี่ยวกับภาระสนับสนุนเงินทุนโครงการ Data Center ที่เชื่อมโยงกับ OpenAI ขณะที่ CXMT พุ่ง 466% ในวันเข้าตลาดและระดมทุนได้ 8.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มความกังวลต่อการแข่งขันในตลาด Memory
- 28 ก.ค.
แรงขายลุกลามสู่เอเชีย โดยเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบมากจากโครงสร้าง KOSPI ที่มีน้ำหนักหุ้น Semiconductor สูง ประกอบกับการลด Leverage และขายทำกำไรในหุ้น AI ที่ปรับขึ้นมาก ทำให้ความผันผวนขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธีม AI โดยมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนจากหลักฐานสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
1. ภาพรวม S&P 500 ยังคงขับเคลื่อนด้วยกำไร
ณ วันที่ 30 ก.ค. 2026 ผลประกอบการ 2Q26 ของบริษัทใน S&P 500 ที่รายงานแล้ว 248 แห่งจากทั้งหมด 498 แห่งยังแข็งแกร่ง โดยรายได้เติบโต 12.4% YoY และมี Sales Surprise 2.7% ขณะที่กำไรเติบโตถึง 48.7% YoY และมี Earnings Surprise 27.5% เร่งขึ้นอย่างชัดเจนจากราว 10% ในไตรมาสก่อน สะท้อนว่า Earnings Momentum ของตลาดยังแข็งแกร่งกว่าที่นักลงทุนกังวล
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่ม Technology และ Communication Services ซึ่งมีกำไรเติบโต 76.0% และ 119.6% ตามลำดับ ยืนยันว่า AI ไม่ได้สร้างเพียงการลงทุนหรือความคาดหวัง แต่กำลังส่งผ่านเป็นรายได้และกำไรจริง ทั้งในธุรกิจ Cloud, Digital Platforms, Semiconductor และ AI Infrastructure สนับสนุนมุมมองว่า AI Earnings Cycle ยังอยู่ในช่วงขยายตัว และยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกำไร S&P 500
2. หุ้นกลุ่ม AI ยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
2.1 หุ้น Hyperscalers ลงทุนต่อ และเริ่มสร้างรายได้จาก AI โดยกลุ่ม Hyperscalers ไม่เพียงเดินหน้าเพิ่ม CapEx อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของ AI Infrastructure แต่ผลประกอบการยังเติบโตแข็งแกร่ง ยืนยันว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI เริ่มแปลงเป็นรายได้และกำไรได้จริง
Alphabet ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยรายงานรายได้ 2Q26 เพิ่มขึ้น 24% YoY นำโดย Google Cloud ที่เติบโตถึง 82% ขณะที่ประมาณการ Adjusted EPS ของ Bloomberg มีแนวโน้ม Step-up จาก 2.76 ดอลลาร์ใน 2Q26 เป็น 3.24 และ 3.58 ดอลลาร์ใน 3Q–4Q26 ตามลำดับ สะท้อนรายได้ Cloud และโฆษณาที่เติบโตควบคู่กับ Margin Expansion แม้การเร่งลงทุน AI จะกดดัน Free Cash Flow ระยะสั้น แต่ฐานเงินสดที่แข็งแกร่งยังรองรับ CapEx และการเติบโตในระยะยาว
Amazon รายงานผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่งกว่าคาด โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 20% YoY นำโดย AWS ที่เติบโต 37% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส สะท้อนอุปสงค์ Cloud และ AI Infrastructure ที่เร่งตัว และยืนยันว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI กำลังแปลงเป็นรายได้อย่างชัดเจน
2.2 หุ้น AI Infrastructure ราคาขึ้นแรง และแม้ผันผวนแต่ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง
TSMC
ซึ่งเป็นบริษัทต้นน้ำและผู้ผลิตชิปขั้นสูงรายสำคัญของโลก รายงานรายได้ 2Q26 เพิ่มขึ้น 36% YoY และ 12% QoQ สูงกว่าคาด จากอุปสงค์ AI และ High-Performance Computing ขณะที่ Gross Margin และ Operating Margin เพิ่มเป็น 67.7% และ 60.3% ตามลำดับ สะท้อนความต้องการชิปขั้นสูงและการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง
Micron
ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่ม Memory แม้ Market Cap เพิ่มขึ้นจากประมาณ 108 พันล้านดอลลาร์เป็น 1.04 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 9.6 เท่า แต่ Adjusted EPS เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ 14.2 เท่า จาก 1.76 ดอลลาร์เป็น 24.97 ดอลลาร์ สะท้อนว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมีการเติบโตของกำไรรองรับ และ Valuation เมื่อเทียบกับ Earnings ยังอยู่ในระดับ ‘สมเหตุสมผล’ ไม่ได้แพงขึ้นตาม Market Cap ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
โดยสรุป ผลประกอบการและ Guidance ที่แข็งแกร่งสะท้อนสัญญาณบวกตลอดห่วงโซ่ AI โดย Hyperscalers ยังเร่งลงทุนและเริ่มสร้างรายได้จาก AI, ผู้ผลิต Cloud และ Digital Platforms มีรายได้และ Margin ขยายตัว, ผู้ผลิต Semiconductor, Advanced Foundry และ Memory ยังได้รับประโยชน์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น และความต้องการ Advanced Process, HBM และ Advanced Packaging ยังสูงกว่ากำลังการผลิต
เราจึงประเมินว่า AI Infrastructure Cycle ยังอยู่ในช่วงขยายตัว แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการให้มูลค่าตามความคาดหวัง ไปสู่การพิจารณารายได้ กำไร และผลตอบแทนจาก CapEx ที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
กลยุทธ์ลงทุน LHAI, LHSEMICON และ LHSUPERAI
1. แนะนำถือต่อ (Hold) เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม AI และ Semiconductor ยังแข็งแกร่ง
2. สำหรับนักลงทุนที่มีเงินสดในมือ แนะนำ ทยอยแบ่งเงินสะสมในช่วงที่ตลาดยังผันผวนระหว่างปัจจุบันถึงประมาณกลางเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงท้ายของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ 2Q26 เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเมื่อตลาดฟื้นตัวในอนาคต
3. วางแผนทยอยสะสมตามกรอบเทคนิคของกองทุนหลัก (Master Fund) เราขอแนะนำ
LHAI ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Roundhill Generative AI & Technology ETF พิจารณาทยอยสะสมใกล้แนวรับ USD 75.76 โดยมีแนวต้านสำคัญที่ USD 92.52
LHSEMICON ลงทุนผ่านกองทุนหลัก iShares Semiconductor ETF พิจารณาทยอยสะสม เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับ USD 465 โดยมีแนวต้านสำคัญที่ USD 585
LHSUPERAI ลงทุนผ่านกองทุนหลัก VistaShares Artificial Intelligence Supercycle ETF พิจารณาทยอยสะสม เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับ USD 58.94 โดยมีแนวต้านสำคัญที่ USD 76.8
ที่มา LHFund as of 31 Jul 2026, Bloomberg, Investing.com, Trading View
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื่องจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งอาจไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ข้อมูลแนวรับ แนวต้าน เป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคจากอดีต มิได้เป็นการรับประกันราคาในอนาคตแต่อย่างใด
