สรุปภาวะตลาด

สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา
ตลาดการเงินโลกในเดือนมิ.ย. 2026 เคลื่อนไหวแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการปรับฐานของหุ้น Big Technology ส่งผลให้ S&P 500 ลดลง -1.32% และ Nasdaq ลดลง -3.22% ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและยุโรปปรับตัวได้ดีกว่า โดย Nikkei 225 เพิ่มขึ้น +4.67% และ STOXX Europe 600 เพิ่มขึ้น +3.30%
ในเอเชีย ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ฟื้นตัว โดย CSI 300 เพิ่มขึ้น +2.79% จากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลบวกจากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่า ขณะที่ Hang Seng ลดลง -9.91% จากแรงกดดันในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง ท่ามกลางความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคภายในประเทศ และแนวโน้มกำไรของบริษัทจีนที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของสินทรัพย์เสี่ยงในเดือนนี้คือ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงกว่า -20% MoM สู่ระดับใกล้ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนหน้ากว่า -38% แรงกดดันด้านพลังงานผ่อนคลายลงหลังสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถหาข้อยุติในการเจรจาสงบศึก และมีการกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลต่ออุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง และช่วยให้ตลาดประเมินว่าแรงกดดันด้านพลังงานต่อเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มผ่อนคลายลงในระยะถัดไป
ราคาพลังงานที่ลดลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอให้ธนาคารกลางหลักเปลี่ยนท่าทีไปสู่การผ่อนคลายอย่างชัดเจน เนื่องจาก Fed และ ECB ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะถัดไป และทำให้ตลาดเริ่มประเมินว่าธนาคารกลางอาจมีพื้นที่มากขึ้นในการปรับนโยบาย หากข้อมูลเงินเฟ้อชะลอลงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ากว่า +2.3% ในเดือนมิ.ย. จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือนพ.ค. ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งภาคแรงงาน การผลิต ยอดค้าปลีก ภาคบริการ และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ได้เร่งตัวสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับกำไรบริษัทใน S&P 500 ไตรมาส 1/2026 ที่เติบโตกว่า +36% YoY และสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
นอกจากนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่ากดดันสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะเงินเยนและเงินหยวนให้อ่อนค่าลง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นในเดือนนี้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการปรับฐานของหุ้น Big Technology ส่งผลให้ S&P 500 ลดลง -1.32% และ Nasdaq ลดลง -3.22% และ Dow Jones +2.43% MoM
แม้หุ้น Big Tech ถูกขายทำกำไร แต่หุ้นกลุ่ม Semiconductor โดยเฉพาะ Memory Chips ยังคงปรับตัวโดดเด่น เพิ่มขึ้นราว +10% ถึง +20% MoM โดยมีแรงหนุนจากผลประกอบการของ Micron Technology ซึ่งกำไรไตรมาส 2/2026 เติบโตกว่า +1,000% YoY สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและภาวะตึงตัวของตลาด Memory Chips จากความต้องการใช้ HBM, DRAM และ Storage สำหรับ AI Data Center
ประเด็นดังกล่าวตอกย้ำว่า AI Investment Cycle ยังไม่สิ้นสุด แต่ลักษณะของผลตอบแทนเริ่มเปลี่ยนจากการปรับขึ้นแบบกว้างของหุ้น Technology ไปสู่การกระจุกตัวในบริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากคอขวดของโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะ Semiconductor, Memory และ Data Center Supply Chain
อย่างไรก็ตาม ภาวะขาดแคลนและราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับสูงขึ้น เริ่มกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ต้องติดตามสำหรับบริษัท Technology และ Hyperscalers ที่เร่งลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางอย่าง Apple ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ภาวะดังกล่าวอาจกดดัน Margin ของบริษัทเทคโนโลยี และทำให้ตลาดจับตาความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ตลอดจนความสามารถในการแปลงการลงทุนด้าน AI และ Data Center ให้เป็นรายได้และกำไรที่ชัดเจนมากขึ้น
แนวโน้มระยะถัดไป:ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังปรับตัวขึ้นได้ในปีนี้ โดย S&P 500 ให้ผลตอบแทนราว +9% YTD แม้ค่า P/E ถูกปรับลดลงจาก 22 เท่า เหลือ 20 เท่า สะท้อนว่าผลตอบแทนของตลาดไม่ได้มาจาก Valuation Expansion แต่ขับเคลื่อนหลักจากการปรับขึ้นของประมาณการกำไรล่วงหน้า 12 เดือนที่เพิ่มขึ้นราว +17% ขณะที่ P/E ปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต โดยอยู่ใน Percentile ที่ 87 นับตั้งแต่ปี 1980
Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย S&P 500 ระยะ 12 เดือนเป็น 8,300 จุด หรือคิดเป็น Price Return ราว +13% จากแรงหนุนของ EPS ที่ยังแข็งแกร่ง โดยคาด EPS Growth ปี 2026 ที่ 24%
ตลาดหุ้นยุโรป
ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในเดือน มิ.ย. โดย STOXX Europe 600 +3.30% MoM แม้ระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่ผันผวน แต่ภาพรวมตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มกำไรและภาวะเศรษฐกิจที่ยังค่อนข้างผ่อนคลาย
ด้าน Macro backdrop ของยุโรปยังอยู่ในเกณฑ์สนับสนุนตลาด ประมาณการ Q2 GDP tracking ปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ Manufacturing PMI เฉลี่ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 51.7 เพิ่มขึ้นจาก 50.6 ในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ค่าเงิน EUR/USD ที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยไตรมาสก่อนหน้า อาจเป็นแรงหนุนต่อบริษัทที่มีรายได้เป็นดอลลาร์หรือรายได้จากต่างประเทศ
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดยุโรปกำลังเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ โดย Goldman Sachs ระบุว่า Consensus คาดกำไรของ STOXX 600 ใน 1H26 เติบโต +11% YoY แต่หากไม่รวมกลุ่ม Commodities การเติบโตจะลดลงเหลือ +6% YoY สะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำไรยุโรปยังพึ่งพากลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างมาก
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างคือ European Semiconductor Capex Plays เช่น ASML, ASMI และ BESI โดยได้รับอานิสงส์จากภาวะ AI-driven Memory tightness Goldman Sachs ยังคงคาดว่า STOXX 600 earnings จะเติบโต 10% ในปี 2026 พร้อมให้เป้าหมาย STOXX Europe 600 ระยะ 12 เดือนที่ 660 จุด หรือคิดเป็น upside ราว +1.8% จากระดับปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดยุโรปยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แต่ upside ระยะสั้นอาจจำกัดมากขึ้นหลัง Valuation ปรับขึ้น และตลาดต้องการเห็นกำไรออกมาตามคาดเพื่อสนับสนุนการปรับตัวขึ้นต่อ
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงในเดือน มิ.ย. โดย KOSPI -3.55% MoM หลังเผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงปลายเดือน โดยเพียงสัปดาห์สุดท้าย KOSPI ลดลง -7.1% WoW ขณะที่ VKOSPI หรือดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นเกาหลี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนภาวะ Risk-off ระยะสั้นและแรงกดดันจากการปรับสถานะของนักลงทุน
แรงกดดันหลักมาจาก Foreign Outflows โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาด โดยเฉพาะกลุ่ม Technology ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นฝั่งซื้อสุทธิ อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs มองว่า แม้เม็ดเงินรายย่อยไหลเข้าแรงตั้งแต่ต้นปี แต่ยังไม่เข้าข่าย Retail Overheating อย่างชัดเจน เนื่องจากสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายย่อยยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเพียงเล็กน้อย
แม้ตลาดปรับฐานแรง แต่ภาพกำไรยังไม่ได้อ่อนแอตาม โดย KOSPI 12-month forward EPS ถูกปรับขึ้น +2.1% และกลุ่ม Technology เป็นกลุ่มที่มี Earnings Revision แข็งแกร่งที่สุด สอดคล้องกับผลประกอบการของ Micron Technology ที่ออกมาดีกว่าคาด พร้อมให้ Guidance ไตรมาสถัดไปสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแรงขายรอบนี้เป็นเรื่องของ Sentiment และ Positioning มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานในกลุ่ม Semiconductor / Memory
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดเกาหลีอาจยังผันผวนในระยะสั้นจาก Foreign Outflows, VKOSPI ที่อยู่ระดับสูง และแรงขายทำกำไรหลัง KOSPI ปรับขึ้นแรงมากตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม Semiconductor / Memory ยังแข็งแกร่งจาก AI-driven Data Center demand, Memory supply tightness, Long-term agreements และ Earnings Revisions ที่ยังเป็นบวก ในเชิง Valuation ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย MSCI Korea ซื้อขายที่ Forward P/E ปี 2026 ราว 9.4 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหลักในภูมิภาค ขณะที่ภาพกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่น โดยคาด EPS Growth ปี 2026 สูงถึง +298.9% จากฐานกำไรที่ต่ำในปีก่อน
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเคลื่อนไหวแตกต่างกันในเดือน มิ.ย. โดย CSI300 ปรับขึ้น +2.79% MoM ขณะที่ Hang Seng ลดลง -9.91% MoM สะท้อนภาพการหมุนเงินลงทุนออกจากกลุ่ม Internet / Soft Tech ในตลาด Offshore ไปสู่กลุ่ม Hard Tech, Semiconductor และ AI Hardware ในตลาดจีน A-share มากขึ้น
แรงหนุนหลักของตลาดหุ้นจีนยังมาจากทิศทางนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยนายกรัฐมนตรี Li Qiang กล่าวในเวที Summer Davos Forum ว่าจีนจะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรม และขยายการเปิดตลาดให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังออกแผนสนับสนุนการลงทุนต่างชาติ และแผนพัฒนาระบบพลังงานใหม่ ตอกย้ำทิศทางนโยบายที่เน้น Innovation-driven Growth, New Energy และ Industrial Upgrade
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นฮ่องกงยังเผชิญแรงขายต่อเนื่องจากแรงกดดันในกลุ่มเทคฯ และความกังวลต่อทิศทาง Fund Flow รวมถึงมาตรการกำกับดูแลการลงทุนข้ามพรมแดน ซึ่งกดดัน Sentiment ของหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีในฮ่องกง
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ยังมีมุมมองบวกแบบ Selective ต่อตลาดหุ้นจีน โดยให้เป้าหมาย CSI300 ระยะ 12 เดือนที่ 5,500 จุด หรือ Upside ราว +12% ขณะที่ MSCI Hong Kong มีเป้าหมายที่ 17,800 จุด หรือ Upside ราว +20% อย่างไรก็ตาม Upside ของทั้งสองตลาดมีที่มาต่างกัน โดย CSI300 ได้แรงหนุนจาก Earnings Growth และธีม Hard Tech ส่วน MSCI Hong Kong สะท้อนโอกาสฟื้นตัวจาก Valuation ที่ถูกกดดันมากกว่า
ในเชิงกำไร EPS ของ CSI300 คาดเติบโต +20% ในปี 2026 สูงกว่า MSCI Hong Kong ที่คาดเติบโต +10% สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนกำไรของตลาด Onshore China ยังแข็งแกร่งกว่า Offshore โดยเฉพาะจากกลุ่ม A-share, IT, Hard Tech และ Semiconductor ขณะที่ Valuation ของ CSI300 อยู่ที่ Forward P/E ปี 2026 ราว 16.4 เท่า สูงกว่า MSCI Hong Kong ที่ 14.1 เท่า
อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนยังมีความผันผวนจากแรงกดดันในกลุ่ม Internet ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และเศรษฐกิจบางส่วนที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค ภาพรวมจึงยังไม่ใช่การฟื้นตัวแบบทั้งตลาด แต่เป็น Selective Recovery ที่นำโดย Innovation-driven Growth, A-share / IT Earnings Revision และ Semiconductor / AI Hardware Momentum
ตลาดหุ้นไต้หวัน
ปิดบวกในเดือน มิ.ย. โดย TAIEX +1.74% MoM แม้เผชิญแรงขายในช่วงปลายเดือนจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีและการคลายสถานะลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดย TAIEX ปรับลงราว -4% WoW ในสัปดาห์สุดท้าย จากแรงขายนำโดยกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางการคลายสถานะลงทุนของนักลงทุนต่างชาติและความผันผวนของหุ้น AI โดยกลุ่มที่ถูกกดดันมากที่สุดคือ Tech Hardware, Other Semiconductors, Property และ Autos ขณะที่กลุ่ม Defensive บางส่วน เช่น Health Care และ Energy เคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด
ในเชิงเศรษฐกิจ ภาพ Macro ของไต้หวันยังแข็งแกร่งจากแรงหนุนของการส่งออกและภาคเทคโนโลยี โดย Industrial Production +11.8% YoY, Retail Sales +4.9% YoY และ Export Orders +47.2% YoY แม้ภาคการผลิตเทคโนโลยีเริ่มทรงตัวหลังเติบโตแรงก่อนหน้า
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ยังคงมุมมอง Overweight Taiwan พร้อมให้เป้าหมาย TAIEX ระยะ 12 เดือนที่ 51,000 จุด เทียบกับระดับปัจจุบันราว 44,572 จุด หรือมี Upside ประมาณ +14% ขณะที่คาดว่า EPS ของตลาดไต้หวันจะเติบโตแข็งแกร่ง โดยคาด EPS Growth ปี 2026 +48% ด้าน Valuation ตลาดไต้หวันซื้อขายที่ระดับค่อนข้างตึงตัว โดย Forward 12-month P/E อยู่ที่ราว 21.3 เท่า
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นโดดเด่นในเดือน มิ.ย. โดย Nikkei 225 +4.67% MoM และ TOPIX +1.37% MoM สะท้อน Momentum เชิงบวกของตลาด โดยเฉพาะแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและธีม AI-related อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์สุดท้าย ตลาดเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร โดย TOPIX ลดลง -2.0% WoW และ Nikkei 225 ลดลง -2.7% WoW สะท้อนการพักฐานระยะสั้นหลังดัชนีปรับตัวขึ้นแรงและทำจุดสูงสุดใหม่ก่อนหน้า
แรงหนุนเชิงโครงสร้างสำคัญยังมาจากการประกาศ Growth Strategy ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุมแผนการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนมูลค่าราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 17 Strategic Sectors โดยมีแกนหลักอยู่ที่ Economic Security หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว
กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจ ได้แก่ AI / Semiconductors, Physical AI, Defense, Shipbuilding, Space, Cybersecurity, Quantum, Critical Materials, Energy Security และ GX สอดคล้องกับเป้าหมายของญี่ปุ่นในการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เสริมความแข็งแกร่งของ Supply Chain และยกระดับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
อีกแรงหนุนระยะกลางคือ นโยบายเพิ่มบทบาทภาคครัวเรือนในตลาดทุน โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการถือครอง หุ้น กองทุนรวม และตราสารหนี้ เป็น 40% ภายในปี 2040 จากปัจจุบันราว 25% ขณะที่เงินสดและเงินฝากยังสูงราว 47% สะท้อนโอกาสเปลี่ยนเงินออมสู่การลงทุน และเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นญี่ปุ่น
แนวโน้มระยะถัดไป: ภาพระยะกลางของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจาก Growth Strategy การปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน และกำไรบริษัทที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดย Goldman Sachs ให้เป้าหมาย TOPIX ระยะ 12 เดือนที่ 4,400 จุด หรือคิดเป็น Upside ราว +11% จากระดับปัจจุบัน พร้อมคาดว่า TOPIX EPS จะเติบโต +11% ใน FY2026 สะท้อน Earnings Momentum ที่ยังแข็งแกร่ง แม้ Valuation เริ่มอยู่ในระดับสูงขึ้น โดย TOPIX ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 16.2 เท่า และ P/B ราว 1.7 เท่า ทำให้กลยุทธ์ระยะถัดไปควรเน้น Selective Exposure ในกลุ่มที่มีแรงหนุนเชิงโครงสร้าง
ตลาดหุ้นอินเดีย
ตลาดหุ้นอินเดียปิดบวกในเดือน มิ.ย. โดย Nifty 50 +2.07% MoM และ Sensex +2.98% MoM แม้ตลาดโลกโดยรวมอ่อนตัว สะท้อนแรงประคองจาก Domestic Liquidity และ Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มกลับมาเป็นบวก โดยกลุ่ม Pharma และ Real Estate เป็นผู้นำตลาด ขณะที่ภาพรวมยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่าหลายตลาดในภูมิภาค
ภาพเศรษฐกิจมหภาคปรับดีขึ้นหลังความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันผ่อนคลาย โดย Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP Growth ปี 2026 เป็น +6.8% YoY พร้อมปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 4.4% และลดประมาณการ Current Account Deficit เหลือ 1.1% ของ GDP สะท้อนว่าแรงกดดันจากภายนอกเริ่มลดลง และช่วยสนับสนุนภาพ Macro ของอินเดียในระยะกลาง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ Monsoon และ El Niño โดยปริมาณฝนสะสมช่วงต้นฤดูมรสุมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 41% และประมาณ 70% ของพื้นที่ประเทศ มีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ ขณะที่ความเสี่ยงของ Strong / Super El Niño อาจเป็น Headwind ต่อหุ้นอินเดีย โดยในอดีตตลาดมักให้ผลตอบแทนอ่อนแอลงในช่วง El Niño รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่ม Industrials และ Financials
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ยังคงมุมมอง Market Weight ต่ออินเดีย และคาดว่า NIFTY จะอยู่ที่ 26,500 จุดในระยะ 12 เดือน โดยยังชอบกลุ่ม Defensive มากกว่ากลุ่ม Cyclical ภายใต้ความเสี่ยงจาก Monsoon และ El Niño ทั้งนี้ กลุ่มที่มีมุมมอง Overweight ได้แก่ Banks, Energy, Staples, TMT และ Defenseด้าน Valuation ตลาดอินเดียยังอยู่ในระดับสูง โดย MSCI India ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 20.3 เท่า หรือมี Premium ราว 63%
ตลาดหุ้นเวียดนาม
ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือน มิ.ย. โดย VN Index +0.84% MoM สะท้อนการเคลื่อนไหวที่ยังค่อนข้างระมัดระวัง แม้ภาพพื้นฐานระยะกลางยังแข็งแกร่ง จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดย GDP ปี 2026 คาดเติบโตราว 7.1% สูงกว่าหลายประเทศใน ASEAN และค่าเฉลี่ยโลก หนุนโดยภาคการผลิต การส่งออก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภายในประเทศ
แรงหนุนสำคัญยังมาจาก FDI ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน ซึ่งช่วยตอกย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับแข็งแรง โดยหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังต่ำกว่ากรอบเพดานของภาครัฐ ทำให้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการใช้นโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน
แนวโน้มระยะถัดไป: เวียดนามยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีภาพระยะกลางน่าสนใจ จากโอกาสการ Upgrade เข้าสู่ Secondary Emerging Market Status ซึ่งอาจเปิดทางให้เม็ดเงินจาก Passive Fund และนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นในระยะกลาง ขณะที่นโยบายการเงินยังมีความยืดหยุ่น และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ตลาดยังต้องติดตามความชัดเจนของปัจจัยภายนอก ทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ และผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกต่อภาคส่งออก
ตลาดหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นในเดือน มิ.ย. โดย SET Index ปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น +1.5% MoM และสามารถทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,600 จุด ได้สำเร็จ แรงหนุนหลักมาจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าตลาด ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 12% มาอยู่ใกล้ระดับ 73.9 พันล้านบาท
ด้านเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณบวก หลัง กนง. ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2026 เป็น 2.3% จากเดิม 1.5% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตามที่ตลาดคาด สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เริ่มมีแรงสนับสนุนมากขึ้น และช่วยหนุน Sentiment ต่อสินทรัพย์ไทยในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดยังถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นรายตัว โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ช่วยหนุน SET Index ราว 20 จุด ก่อนกลับมากดดันตลาดในช่วงถัดมา ตามแรงขายหุ้นเทคฯขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ภาวะการซื้อขายยังได้รับอิทธิพลจากธุรกรรมขนาดใหญ่ของนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะ Big Lot หุ้น TTB มูลค่าราว 9.2 พันล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ 3
แนวโน้มระยะถัดไป: SET Index มีโอกาสได้รับแรงหนุนจาก Sector Rotation ในช่วงเดือน ก.ค.–ส.ค. โดยท่าทีเชิง Hawkish ของ Fed อาจทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีที่มี Valuation สูง และหมุนเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value/ Defensive มากขึ้น เช่น ธนาคาร พลังงาน และ Healthcare ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับเป้าหมายสิ้นปีที่ 1,600 จุด Upside ของดัชนีเริ่มค่อนข้างจำกัด หลัง SET Index ปรับขึ้นมาใกล้ระดับเป้าหมายแล้ว ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง DELTA ยังอาจสร้างความผันผวนต่อดัชนีในระยะสั้น ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงควรเน้น Selective Stock Picking มากกว่าการไล่ซื้อดัชนี โดยให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพดี หรือ Blue-chip ที่มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 แข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีโอกาสจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

ตลาดตราสารหนี้
ตลาดตราสารหนี้โลกในเดือน มิ.ย. เคลื่อนไหวผันผวน โดยนักลงทุนประเมินทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อล่าสุดที่สะท้อนภาพแตกต่างกันระหว่างภูมิภาค โดยสหรัฐฯ และยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากท่าทีเชิง Hawkish ของ Fed และ ECB ขณะที่อังกฤษเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแรงและเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ BoE
ในสหรัฐฯ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 17 มิ.ย. ตามคาด แต่ถ้อยแถลงยังมีโทนค่อนข้าง Hawkish โดย Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเป้าหมาย 2% สะท้อนว่าธนาคารกลางยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ แม้ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงหลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย อาจช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในระยะถัดไป
ฝั่งยุโรป ECB ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 11 มิ.ย. 2026 โดยปรับขึ้น 25 bps และให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ Deposit Facility Rate เพิ่มขึ้นสู่ 2.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. หลังหยุดขึ้นดอกเบี้ยมานาน 11 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดพันธบัตรยุโรปรับข่าวดังกล่าวได้ค่อนข้างดี เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นที่ตลาดคาดไว้ล่วงหน้า ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนลงช่วยจำกัดการปรับขึ้นของ Bond Yield
สำหรับอังกฤษ ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ประกาศในเดือน มิ.ย. เริ่มสะท้อนภาพชะลอตัว โดย Composite PMI เดือน พ.ค. ลดลงสู่ 49.7 ขณะที่ CPI เดือน พ.ค. อยู่ที่ 2.8% YoY และ Core CPI อยู่ที่ 2.6% YoY ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ของ BoE
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดตราสารหนี้ยังมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลงและสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอ แต่การปรับขึ้นของราคาพันธบัตรอาจถูกจำกัดจากท่าทีเชิง Hawkish ของธนาคารกลางหลัก โดยกลยุทธ์ยังควรเน้นให้น้ำหนักกับพันธบัตรคุณภาพสูงในตลาดที่เงินเฟ้อเริ่มชะลอชัดเจนมากขึ้น
ทองคำ
ราคาทองคำปรับฐานลงมาต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ส่งผลให้ราคาทองคำในเดือนมิ.ย. ปรับลดลงราว -10.6% MoM การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ทองคำยังคงอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และ Sentiment ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ บทบาทของตลาดเอเชียในการกำหนดทิศทางราคาทองคำเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะจากอุปสงค์ของนักลงทุนรายย่อย ธนาคารกลาง และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในตลาดสำคัญอย่างอินเดีย
แนวโน้มระยะถัดไป: ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดราว ±5% จากระดับปัจจุบัน ภายใต้ภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อชะลอลงแต่ยังไม่กลับสู่เป้าหมายอย่างมั่นคง และธนาคารกลางหลักยังมีแนวโน้มคงนโยบายการเงินตึงตัว อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าคาด หรือคาดการณ์ดอกเบี้ยเปลี่ยนไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น อาจหนุนแรงซื้อทองคำและเปิดโอกาสให้ราคากลับไปทดสอบระดับ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หรือสูงกว่าได้
ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น และความผันผวนของตลาดลดลง ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลงแรงมากกว่า 10% จากระดับปัจจุบันอาจถูกจำกัดด้วยแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนระยะยาวที่รอสะสมในจังหวะราคาย่อตัว

กลยุทธ์การลงทุนในเดือน ก.ค.
แม้ AI Infrastructure ยังเป็นธีมการลงทุนหลักของตลาดโลก แต่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับ คุณภาพของกำไร และผลตอบแทนจากการลงทุน AI มากกว่าการเติบโตของ Capex เพียงอย่างเดียว นักลงทุนจึงควรติดตามความสามารถของ Hyperscalers ในการส่งผ่านต้นทุน การสร้างรายได้จาก AI Use Cases และผลกระทบของ Bond Yield รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าต่อ Valuation ของหุ้น Growth
ดังนั้น การปรับฐานของตลาดในช่วงที่ผ่านมา ควรถูกมองเป็นการพักฐานจาก Valuation ที่ตึงตัวขึ้น, Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้น และแรง Repositioning ของนักลงทุน มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าภาพใหญ่ของ AI Cycle หรือแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนของ LHFund ยังเน้นการจัดพอร์ตแบบสมดุลผ่านแนวทาง Core–Satellite Portfolio
1. Core Portfolio : เน้นเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยง
เราแนะนำให้ใช้ Global Equity เป็นแกนหลักของพอร์ต เพื่อรับโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นโลกและลดความเสี่ยงเฉพาะประเทศ ควบคู่กับ Global Investment Grade Bond เพื่อช่วยเสริมเสถียรภาพ ลดความผันผวน และเพิ่ม Resilience ให้พอร์ตในช่วงที่ทิศทางเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Bond Yield ยังมีความไม่แน่นอน
2. Satellite Portfolio : เลือกธีมโครงสร้างที่มี Earnings Support
เรายังคงให้น้ำหนักกับธีมระยะกลาง–ยาวที่มีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างชัดเจน โดยเฉพาะ AI Ecosystem ซึ่งครอบคลุม AI Infrastructure เนื่องจาก AI กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก
นอกเหนือจาก AI Ecosystem เรายังมองเห็นโอกาสในธีมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เช่น Quantum Computing และ Space Economy ซึ่งมีศักยภาพเติบโตระยะยาวจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
กลยุทธ์ที่เหมาะสมในเดือน ก.ค. คือ Selective Strategy และ Buy on Dip โดยเน้นสะสมบริษัทคุณภาพที่มีรายได้จริง กำไรแข็งแรง งบดุลมั่นคง และสามารถแปลงการลงทุนด้าน AI /Technology Capex ให้เป็นการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อหุ้นที่ Valuation ตึงตัว แต่ยังไม่มี Earnings Visibility รองรับเพียงพอ

Core Portfolio พอร์ตหลักเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง: ลงทุนในสินทรัพย์หลักที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ต
LHGALPHA: กองทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก ที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนแบบ Absolute Returnลงทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก กองทุนลงทุนใน Fullerton Lux Funds - Global Absolute Alpha - Class A (USD) Acc (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
LHGIGO: กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก มุ่งเน้นความมั่นคงของพอร์ต ผ่านกองทุนตราสารหนี้ที่ใช้กลยุทธ์การคัดเลือกผู้ออกตราสารรายตัว เพื่อเลือกลงทุนในเครดิตคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวนและลดความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก กองทุนลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
Satellite Portfolio พอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน: กระจายการลงทุนสู่ธีมพิเศษและภูมิภาคศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ผ่าน 3 แนวทางการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละสไตล์
1 Contrarian Strategy
LHSPACE: กองทุนอวกาศกองแรกของไทย ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund ครอบคลุมในธีม Space Economy ตลอด Value Chain
2 Momentum Strategy
LHQTUM: กองทุนควอนตัมกองแรกของประเทศไทย ลงทุนครอบคลุมทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและ Pure-play Quantum กองทุนลงทุนใน Defiance Quantum ETF (QTUM) (“กองทุนหลัก”)
LHGROWTH: กองทุนหุ้นไทยเน้นหุ้นเติบโตและหุ้นพื้นฐานดี มีจุดเด่นจากการบริหารแบบ Active Equity ที่เน้นหุ้นเติบโตและหุ้นพื้นฐานดี พร้อมความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด
3 Mid-term Strategy
LHAI: ลงทุนในธีม Generative AI ผ่าน Active ETF ที่ที่คัดเลือกบริษัทซึ่งได้อานิสงส์จาก AI และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์รองรับ Big Data กองทุนลงทุนใน Roundhill Generative AI & Technology ETF (“กองทุนหลัก”)
LHASIASEMICON: ลงทุนในหุ้น Asia Semiconductor ได้แรงหนุนจากบทบาทที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิป AI ตั้งแต่ Memory, Foundry ไปจนถึงอุปกรณ์และวัสดุ ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ Global X Asia Semiconductor ETF (3119.HK)
Source : Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World Gold Council, Reuters
Data as of: 9 Jul 2026
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

