LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด




สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา 

ตลาดการเงินโลกในเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลงในแทบทุกภูมิภาค โดยดัชนี MSCI All Country World Index (ACWI) ลดลง -7.41% MoM สะท้อนแรงขายในวงกว้าง นำโดย ตลาดเอเชียและ Emerging Markets ที่อ่อนแอกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ ตลาดพัฒนาแล้วก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดย S&P 500 ลดลง -5.13%, Nasdaq -5.09%, Dow Jones -5.24% และ STOXX 600 -6.49% MoM ด้านเอเชีย ตลาดส่วนใหญ่ปรับฐานแรง นำโดย Nikkei 225 -12.05%, VN Index -11.04%, Nifty 50 -10.19% และ TAIEX -9.61% MoM ขณะที่ CSI 300 -5.89% และ Hang Seng -4.88% MoM

แรงกดดันหลักของตลาดในเดือนดังกล่าว มาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบ Hormuz แม้ตลาดจะเริ่มมีความหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ข้อจำกัดของเส้นทางขนส่งทางเลือกยังทำให้นักลงทุนให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นกว่า 63% มาปิด ณ สิ้นเดือนมี.ค. ที่ 118.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทั้งเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนและ sentiment การลงทุนทั่วโลก

นอกจากความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ตลาดบางส่วนยังถูกกดดันจากความกังวลเรื่อง AI disruption โดยเฉพาะในกลุ่ม Internet, Software และ Services ที่นักลงทุนเริ่มแยกแยะมากขึ้นระหว่างบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก AI กับบริษัทที่มีความเสี่ยงถูกแทนที่

นักลงทุนจึงปรับพอร์ตเข้าสู่โหมด Risk-off อย่างชัดเจน โดยเม็ดเงินไหลออกจากหุ้นเติบโตและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ไปสู่กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น ขณะที่ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรเผชิญแรงขายพร้อมกัน สะท้อนว่าตลาดในระยะแรกให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงด้านการเติบโต อย่างไรก็ดี เมื่อราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ก็เริ่มกลับมาเด่นชัดมากขึ้นเช่นกัน

ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดเริ่มปรับมุมมองไปในทิศทาง Hawkish มากขึ้น โดยเฉพาะต่อ ECB ขณะที่ฝั่ง Fed ก็เผชิญแรงกดดันให้ลดความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายลง อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางหลักยังมีแนวโน้มเลือกใช้ท่าที wait and see เพื่อประเมินว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจริงมากน้อยเพียงใดในระยะถัดไป

โดยสรุป เดือน มี.ค. เป็นช่วงที่ตลาดโลกต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจาก Energy Shock และ Geopolitical Risk ส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มสูง แรงขายกระจายเป็นวงกว้าง และทำให้กลุ่มพลังงานกับสินค้าโภคภัณฑ์กลายเป็นเพียงไม่กี่สินทรัพย์ที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว




      ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงในเดือน มี.ค. โดยดัชนี S&P 500, Nasdaq และ Dow Jones ลดลง -5.13%, -5.09% และ -5.24% MoM ตามลำดับ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความกังวลต่อเงินเฟ้อ ส่งผลให้นักลงทุนลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง และทบทวนแนวโน้มดอกเบี้ยรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้สหรัฐฯ จะมี Buffer ต่อ Supply shock มากกว่าหลายภูมิภาค จากการพึ่งพาน้ำมันดิบผ่านช่องแคบ Hormuz เพียงราว 0.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือประมาณ 7% ของการนำเข้าทั้งหมด แต่ราคาพลังงานที่อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งเงินเฟ้อและ GDP อีกปัจจัยที่เริ่มกดดัน sentiment โดยเฉพาะในบาง Subsector คือความกังวลเรื่อง AI disruption ซึ่งทำให้แรงขายกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่ม Software และ Services บางส่วน

ในเชิงตลาด เม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากหุ้นทุกกลุ่มเท่ากัน โดยยังคงกระจุกตัวอยู่ใน Sector ที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดย Energy เป็นเพียง Sector เดียวที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกที่ +12.6% MoM และนำตลาดที่ +41.0% YTD ขณะที่ หุ้นเทคโนโลยี แม้จะยืนได้ดีกว่าตลาดในช่วงแรก แต่ก็เริ่มอ่อนตัวลงเมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ สะท้อนว่าภาวะ Risk-off ครั้งนี้เริ่มกดดันตลาดในวงกว้างมากขึ้น

แนวโน้มระยะถัดไป: ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ทิศทางราคาน้ำมัน (2) ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและ Bond yields และ (3) การปรับมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน โดยแม้ความไม่แน่นอนในระยะสั้นยังอยู่ในระดับสูง แต่เรายังมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้สูญเสียความน่าสนใจในเชิงโครงสร้าง สะท้อนจากประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับมุมมองของ Goldman Sachs ที่คาดว่า EPS ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตได้ที่ +12% ในปี 2026 และ +10% ในปี 2027 ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังคงเป็น Selective Investment โดยเน้นหุ้น Quality และกลุ่มที่มีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ดี เช่น AI infrastructure, Healthcare และ Defense

  ตลาดหุ้นยุโรป
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลงแรงในเดือน มี.ค. โดย STOXX Europe 600 ลดลง -6.49% MoM ขณะที่ FTSE DAX และ CAC 40 ปรับลง -4.02%, -7.95% และ -6.88% MoM ตามลำดับ จากแรงกดดันของสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล ในเดือนดังกล่าว และกดดัน Sentiment การลงทุนและเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ Composite PMI เดือน มี.ค. ลดลงเหลือ 50.5 จาก 51.9 ขณะที่ ต้นทุนวัตถุดิบเร่งตัวขึ้นแรงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี สะท้อนว่า เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะลอลงพร้อมกัน นอกจากนี้ Fund flows เข้ายุโรปยังพลิกเป็นไหลออกในช่วงปลายเดือน หลังแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลง

อย่างไรก็ดี ยุโรปยังมีปัจจัยรองรับจาก Energy security ที่แข็งแรงขึ้นกว่าช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน และการพึ่งพาพลังงานจากอ่าวอาหรับที่ยังอยู่ในระดับจำกัด ทำให้ความเสี่ยงหลักในรอบนี้อยู่ที่ผลกระทบจากราคาพลังงานโลกมากกว่าการขาดแคลนอุปทานโดยตรง ขณะที่ Valuation ของยุโรปยังน่าสนใจกว่าสหรัฐฯ โดย STOXX Europe 600 ซื้อขายที่ Forward P/E 14.1 เท่า เทียบกับ 20.6 เท่าของ S&P 500

แนวโน้มระยะถัดไป: เศรษฐกิจยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งการเติบโตที่ชะลอลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้มุมมองต่อการลงทุน ยังควรอยู่ในโหมด Defensive โดยให้น้ำหนักกับกลุ่มที่มีกำไรสม่ำเสมอและทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอ เช่น Telecoms และ Consumer Staples มากกว่ากลุ่ม Cyclical ขณะที่ ธีมที่ได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายภาครัฐ เช่น Defense และ Fiscal Infrastructure ยังมีความน่าสนใจต่อเนื่อง โดย Goldman Sachs ยังคงเป้าหมายดัชนี STOXX Europe 600 ที่ 625 จุด ใน 12 เดือนข้างหน้า คิดเป็น Upside ราว +5.5% จากระดับปัจจุบัน


ตลาดหุ้นเอเชีย
ตลาดหุ้นเอเชียในเดือน มี.ค. ถูกกดดันจากทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลเรื่อง AI disruption โดยฝั่งภูมิรัฐศาสตร์กระทบตลาดผ่านความเสี่ยงด้านพลังงาน เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบ Hormuz และ LNG จากกาตาร์ในระดับสูง จึงเปราะบางต่อ Oil shock และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงาน

อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงโครงสร้าง เอเชียยังเป็นภูมิภาคที่มี upside จาก AI ค่อนข้างเด่น โดย Goldman Sachs ประเมินว่าตลาดเอเชียมีสัดส่วนอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จาก AI ราว 27% เทียบกับกลุ่มที่เสี่ยงถูก disrupt เพียง 4% หรือคิดเป็น Net positive exposure ราว +23% ของมูลค่าตลาด โดยไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน เป็นตลาดที่ได้อานิสงส์ชัดที่สุด สะท้อนว่า แม้ระยะสั้นเอเชียยังเผชิญแรงกดดันจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดที่เชื่อมโยงกับ AI infrastructure, Semiconductors และ Power demand ยังมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง


 ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง

ปิดลบในเดือน มี.ค. โดยดัชนี CSI 300 ลดลง -5.89% MoM และ Hang Seng ลดลง -4.88% MoM ท่ามกลางแรงกดดันจากความกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง อย่างไรก็ดี จีนยังถือว่ามีความพร้อมด้านพลังงานมากกว่าหลายประเทศ จากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมได้ราว 100 วัน และโครงสร้างพลังงานที่หลากหลาย ทำให้ความเสี่ยงจาก Supply shock ไม่ได้รุนแรงเท่าหลายประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายอื่น

แนวโน้มระยะถัดไป: ความเสี่ยงสำคัญของจีนยังอยู่ที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจกดดันภาคการส่งออก ขณะที่ เศรษฐกิจภายในประเทศยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเดิม ไปสู่แรงขับเคลื่อนใหม่ที่นำโดยเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง โดยรัฐบาลจีนได้ปรับเป้าหมายการเติบโตปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 4.5–5.0% ขณะที่ ยังคงใช้นโยบายการคลังเชิงรุก ผ่านงบขาดดุลราว 4% ของ GDP เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ดังนั้น เรามองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นจีนควรใช้กลยุทธ์ Selective Investment โดยเน้นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐและการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ Technology, Semiconductors, AI Infrastructure, Industrial Automation และ Digital Transformation

 

 ตลาดหุ้นไต้หวัน
ตลาดหุ้นไต้หวันปรับตัวลดลงในเดือน มี.ค. โดยดัชนี TAIEX ลดลง -9.61% MoM ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลางและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังถูกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่า ตลาดในระยะสั้นถูกกดดันจาก sentiment และ Fund flows มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ขณะเดียวกัน แรงซื้อจากกองทุนในประเทศและกระแสเงินไหลเข้า ETF ยังช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน

แนวโน้มระยะถัดไป: แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันระยะสั้น แต่ภาพพื้นฐานยังดูแข็งแกร่ง โดย Goldman Sachs คาดว่า EPS ของตลาดจะเติบโต 29% และ 22% ในปี 2026E และ 2027E ตามลำดับ และให้เป้าดัชนี TAIEX ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 36,000 จุด หรือมี Upside ราว 9% สะท้อนว่า ไต้หวันยังคงโดดเด่นในฐานะตลาดหลักของธีม AI infrastructure และ Semiconductors ในเอเชีย


 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ปรับตัวลงแรงในเดือน มี.ค. โดย Nikkei 225 และ TOPIX ลดลง -12.05% และ -10.28% MoM ตามลำดับ จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ซึ่งซ้ำเติมญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ผ่านทั้งต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ขณะที่ BOJ ยังเผชิญโจทย์ยากระหว่างการคุมเงินเฟ้อกับการประคองเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรง โดยภาพเศรษฐกิจยังส่งสัญญาณค่อนข้างเปราะบาง โดย Tokyo core CPI เดือน มี.ค. ชะลอลงเหลือ 1.7% ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ BOJ เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน แต่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และยอดค้าปลีกเดือน ก.พ.ลดลง -2.1% และ -0.2% ตามลำดับ

ในมุมตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศยังขายสุทธิ ขณะที่ แรงซื้อหลักมาจากนักลงทุนรายย่อย สะท้อนว่าแรงสนับสนุนจาก Fund flow ยังไม่แข็งแรงนัก ประกอบกับ TOPIX ที่ซื้อขายบน Forward P/E 15.8 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว +1.2 s.d. ทำให้ Upside ของตลาดในระยะสั้นยังมีอยู่จำกัด 

แนวโน้มระยะถัดไป: แม้ภาพตลาดญี่ปุ่นจะมีสัญญาณผสมผสาน แต่ Goldman Sachs ยังมองบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นในระยะ 12 เดือน โดยเริ่มเห็นการ Outperform ของหุ้น Domestic เมื่อเทียบกับหุ้นที่อิงเศรษฐกิจโลก ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็นการลงทุนแบบ Selective โดยให้น้ำหนักกับหุ้นในประเทศ กลุ่ม Defensive และ Financials มากกว่าหุ้นที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรการค้าโลก
โดย Goldman Sachs ยังคงเป้าดัชนี TOPIX ที่ 4,200 จุด คิดเป็น Upside ราว +15% จากระดับปัจจุบัน เนื่องจากมองว่าแรงกดดันจาก Oil shock จะไม่กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน

 

 ตลาดหุ้นอินเดีย

ปรับตัวลงแรงในเดือน มี.ค. โดย Nifty 50 ลดลง -10.19% MoM และ BSE Sensex ลดลง -10.33% MoM จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบอินเดียในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ผ่านทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น

ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ตลาดเริ่มสะท้อนแรงกดดันต่อแนวโน้มกำไรมากขึ้น โดย Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไร MSCI India ลงเหลือ +8% /+13% ในปี CY26 / CY27E (จากเดิม +16% /+14%) ขณะที่ Valuation ยังไม่ได้ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย MSCI India ซื้อขายที่ Forward P/E 19.9 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปี แม้นักลงทุนสถาบันในประเทศ (DIIs) จะยังซื้อสุทธิสะสม YTD ราว 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ Sentiment ตลาดยังถูกกดดันจากความเปราะบางต่อ Oil shock และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์เร่งตัวขึ้น

แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นอินเดียยังเผชิญแรงกดดันจากความเปราะบางต่อราคาพลังงานที่สูงกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้ภาพเศรษฐกิจมหภาคมีแนวโน้มอ่อนแอลง โดยนักเศรษฐศาสตร์ปรับลดคาดการณ์ GDP growth ปี 2026 ลงเหลือ 5.9% ขณะที่ Goldman Sachs ปรับลดเป้าหมาย NIFTY 50 ใน 12 เดือนข้างหน้าลงเหลือ 25,900 จุด (จากเดิม 29,300 จุด) อย่างไรก็ดี แม้ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง แต่แรงกดดันส่วนหนึ่งได้สะท้อนในราคาหุ้นไปแล้วพอสมควร ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนยังควรเน้นแบบ Selective Investment โดยให้น้ำหนักกับหุ้น Quality ในกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะ การเงิน และ สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น มากกว่าหุ้น Cyclical ขณะที่ธีมอย่าง Defense ยังเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างที่น่าติดตาม


 ตลาดหุ้นเวียดนาม
ดัชนี VN Index ปรับตัวลง -11.04% MoM ในเดือน มี.ค. สะท้อนตลาดที่ยังผันผวนสูงและถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานขึ้นแรง ขณะที่ สภาพคล่องในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้ตลาดเวียดนามอ่อนไหวต่อทั้งข่าวและทิศทางราคาน้ำมันมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน

แรงกดดันจากค่าเงินและต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านสู่เศรษฐกิจในประเทศชัดเจนขึ้น ทำให้ภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการพยุงเสถียรภาพด้านการคลัง พลังงาน และอัตราแลกเปลี่ยน สะท้อนว่าความเสี่ยงหลักของเวียดนามในระยะถัดไปยังอยู่ที่ความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพของค่าเงิน และต้นทุนทางการเงิน

แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในระยะสั้น จากแรงกดดันด้านพลังงาน ค่าเงิน และต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี การปรับฐานแรงในช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนความเสี่ยงส่วนหนึ่งไปมากแล้ว และทำให้ Valuation ของตลาดกลับมาน่าสนใจมากขึ้น หากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มคลี่คลายลง กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็นการลงทุนแบบ Selective โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง รับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ดี และมีความเสี่ยงด้านค่าเงินจำกัด


 ตลาดหุ้นไทย

SET Index ปรับตัวลง -4.1% MoM ในเดือน มี.ค. และยังติดลบราว -15% YTD สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังผันผวนสูงตลอดไตรมาส 1/2026 แม้ในช่วงต้นไตรมาสดัชนีจะฟื้นตัวแรงจากแรงซื้อกลับของนักลงทุนต่างชาติและ Sentiment เชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยปรับขึ้น +5.2% ในเดือน ม.ค. และ +15.3% ในเดือน ก.พ. จนกลับขึ้นเหนือ 1,500 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี จากแรงหนุนของความคาดหวังต่อการเมืองในประเทศและการลดดอกเบี้ยนโยบายแบบเหนือคาดของ ธปท.

อย่างไรก็ดี ตลาดกลับมาเผชิญแรงกดดันในเดือน มี.ค. จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นเหนือ 100  ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรล กดดันทั้ง Sentiment การลงทุน เงินเฟ้อ และต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ สะท้อนว่า ตลาดหุ้นไทยยังเปราะบางต่อ Energy shock แม้ภาครัฐจะออกมาตรการพยุงผ่านการตรึงราคาดีเซล การคงเพดานราคา การเตรียมลดภาษีสรรพสามิต และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกก็ตาม

แนวโน้มระยะถัดไป: มองไปข้างหน้า แม้เศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคบางส่วน แต่ภาพรวมการเติบโตยังเปราะบางโดยคาดว่า GDP ปี 2026 จะขยายตัวเพียง +1.8% และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังเป็น Downside risk สำคัญต่อ GDP ขณะเดียวกัน ความท้าทายหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปยังมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาที่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวสามารถแก้ไขได้ ในด้านนโยบายการเงิน เรามองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% น่าจะเป็น Terminal rate แล้ว และมีโอกาสน้อยที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2026 ทำให้มุมมองต่อการลงทุนยังควรระมัดระวังและเน้นการคัดเลือกหุ้น เช่น กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยว เป็นต้น





ตลาดตราสารหนี้
ในเดือน มี.ค. ตลาดพันธบัตรรัฐบาลโลกเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางหลักไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ตามที่ตลาดเคยคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) ปรับสูงขึ้น หลังนักลงทุนลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ย และเริ่มให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด

ในเชิงภูมิภาค ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในเดือน มี.ค. เผชิญแรงกดดันแตกต่างกันตามโครงสร้างเศรษฐกิจและท่าทีของธนาคารกลาง โดย UK Gilts และพันธบัตรรัฐบาล ยุโรป ถูกกดดันเด่นจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงาน หลัง Energy shock ผลักดันแรงกดดันด้านราคาในภูมิภาคที่ยังอ่อนไหวต่อก๊าซธรรมชาติและต้นทุนพลังงานนำเข้า ขณะที่ ธนาคารกลางทั้ง BoE และ ECB ยังส่งสัญญาณระมัดระวังต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ ทำให้ตลาดลดความหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายลง ส่งผลให้ Bond yields ขยับขึ้นต่อและกดดันราคาพันธบัตรอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน ญี่ปุ่น พันธบัตรรัฐบาลยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง หลัง BOJ เปิดทางต่อความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยและให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อมากขึ้น ภาพดังกล่าว จึงทำให้ตลาดยังคงกดดันพันธบัตรญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงอายุยาว ในทางกลับกัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) มีความทนทานมากกว่าหลายภูมิภาค แม้เผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจาก Energy shock น้อยกว่า เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ และ Fed ยังไม่ได้เปลี่ยนท่าทีไปในเชิง hawkish อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับตลาดเครดิต เดือน มี.ค. เริ่มเห็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นชัดเจน โดย Credit spreads มีแนวโน้มกว้างขึ้นทั้งในกลุ่ม Investment Grade และ High Yield จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและภาระต้นทุน ขณะที่ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (EM bonds) เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า

แนวโน้มระยะถัดไป: กลยุทธ์การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังควรเน้น การคัดเลือกคุณภาพ มากกว่าการเพิ่มความเสี่ยงในวงกว้าง โดยให้น้ำหนักกับตราสาร Investment Grade มากกว่ากลุ่มที่อ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจสูง และรักษา Selective credit exposure ในภาวะที่ทั้งเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนทางการเงินยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อ sentiment การลงทุน


ทองคำ
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน มี.ค. ทำให้ ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดจับตาในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง มากขึ้น โดยสงครามในตะวันออกกลางได้เพิ่มความกังวลต่อภาวะ Stagflation หลังหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอผ่าน PMI ที่อ่อนลง ขณะที่ในสหรัฐฯ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอ่อนตัวลงพร้อมกับความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาพดังกล่าวกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง ทั้งตลาดหุ้นโลกที่อ่อนตัว Bond yields ที่ปรับขึ้น และดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ส่งผลให้ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในพอร์ตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ทองคำจะยังมีคุณสมบัติของสินทรัพย์ปลอดภัยในเชิงโครงสร้าง แต่ในระยะสั้นราคาทองกลับเผชิญแรงกดดันจาก Real yields ที่ปรับสูงขึ้น และความคาดหวังว่าดอกเบี้ยนโยบายในปี 2026 อาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ ส่งผลให้ราคาทองปรับฐานลงแรง สะท้อนว่าในระยะสั้น ทองคำยังต้องเผชิญแรงขายจากปัจจัยด้านสภาพคล่องและต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครอง


แนวโน้มระยะถัดไป: แม้ราคาทองคำจะเริ่ม Stabilize หลังลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ  4,652 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ ออนซ์ และรายงาน WGC มองว่า ทิศทางในระยะใกล้ยังขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ความยืดเยื้อของสงครามตะวันออกกลาง (2) ผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้อและความคาดหวังต่อ Fed cuts และ (3) ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะที่ ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังสูง ภาวะ Stagflation จะกลับมาเป็นธีมที่หนุนทองคำอีกครั้ง ซึ่งในอดีตถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำทำได้ดี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงระยะสั้นยังอยู่ที่แรงขายจากสภาพคล่องและ Bond yields ที่สูงขึ้น แต่ในระยะกลาง–ยาว เรายังมองว่าทองคำมีบทบาทเชิงกลยุทธ์ในพอร์ต ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นต่อเนื่อง

ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงตลอดเดือน มี.ค. โดยน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น +51.27% ปิดที่ 101.38 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้น +63.29% ปิดที่ 118.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล นับเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับต่อเนื่อง โดยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ลุกลามจากการโจมตีทางอากาศ ไปสู่การรบกวนการเดินเรือและการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งกระทบทั้งการขนส่งและการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ก่อนจะขยายไปสู่การโจมตีแหล่งพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภูมิภาค ทำให้ตลาดกลับมา price-in ความเสี่ยงด้านอุปทานอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังตลาดน้ำมันจริงเผชิญภาวะขาดแคลนเฉียบพลัน และราคาน้ำมัน physical พุ่งขึ้นแรงกว่าราคาฟิวเจอร์สอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภาพของตลาดน้ำมันได้เปลี่ยนไปในช่วงต้นเดือน เม.ย. หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2026 ภายใต้เงื่อนไขการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ร่วงลงแรงราว 16% เหลือประมาณ 91.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล จากการคลายความกังวลต่อภาวะ Supply disruption ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี แม้ราคาน้ำมันจะตอบรับเชิงบวกอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดยังไม่สามารถตัด Risk premium ออกได้ทั้งหมด เนื่องจากการหยุดยิงครั้งนี้ยังเป็นเพียง Temporary De-escalation และประเด็นเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องการควบคุมการเดินเรือ ความต่อเนื่องของการขนส่ง และกรอบเจรจาระยะยาว ยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน

ประเด็นสำคัญของตลาดในระยะนี้จึงไม่ใช่เพียงทิศทางของราคาน้ำมัน แต่คือความตึงตัวของตลาดน้ำมันจริงที่ยังคงอยู่ แม้ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อข่าว Ceasefire แล้วก็ตาม ดังนั้น ความเสี่ยงด้านพลังงานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเงินเฟ้อ ค่าขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ และภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียและยุโรป

 



สิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อจากนี้ไม่ได้มีเพียงพัฒนาการของสงครามหรือทิศทางราคาน้ำมัน แต่รวมถึงการเปลี่ยนผู้นำตลาดจากหุ้นที่ถูกกดดันด้วย Sentiment ไปสู่หุ้นที่มีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดย Goldman Sachs มองว่าความกังวลเรื่อง AI disruption ยังคงกดดันหุ้นกลุ่ม Internet, Software และ Services อย่างชัดเจน แต่การปรับฐานครั้งนี้เริ่มเปิดโอกาสในการสะสมหุ้น AI Applications คุณภาพสูง รวมถึงธีมที่ยังมี Conviction สูง เช่น AI Infrastructure, Semiconductors, Nuclear, Power Infrastructure และ Renewables

ในเชิงมหภาค แม้ตลาดจะรับรู้ความเสี่ยงด้าน Rate shock ไปมากแล้ว แต่ความเสี่ยงด้าน Growth shock อาจยังถูกประเมินต่ำเกินไป ทำให้ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับสูง และลดประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงในระยะสั้น ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมยังคงเป็นการยึด Fundamentals เป็นหลัก มากกว่าการปรับพอร์ตตาม headline ระยะสั้น

เราจึงยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยัง Resilient และความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานที่ต่ำกว่าหลายภูมิภาค ขณะที่ฝั่งเอเชียยังควรลงทุนแบบ Selective โดยเน้นตลาดที่มี Earnings momentum แข็งแกร่งและได้ประโยชน์จาก Technology exposure ส่วนตราสารหนี้ยังควรให้น้ำหนัก Investment Grade เพื่อช่วยเสริมสมดุลพอร์ตในภาวะที่ความผันผวนยังสูง

สำหรับความเสี่ยงระยะสั้น เหตุการณ์ในอิหร่านยังเป็น Event Risk สำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง แม้ล่าสุดสหรัฐฯ และอิหร่านจะตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง แต่เรามองว่าพัฒนาการดังกล่าวเป็นเพียง Temporary de-escalation มากกว่าการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง เนื่องจากเงื่อนไขของการเจรจาระยะยาวยังมีช่องว่างสำคัญ ทำให้ตลาดยังไม่สามารถ Price-in การคลี่คลายได้เต็มที่ แม้ข่าว ceasefire จะกดให้ Brent ปรับลงแรงราว 16% มาอยู่แถว 91.7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานยังไม่หมดไป และตลาดยังให้น้ำหนักกับกรอบ Higher for longer ของราคาพลังงานอยู่พอสมควร
 
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนของ LH Fund ยังคงเน้นการจัดพอร์ตแบบสมดุล
  1. Core Portfolio เราแนะนำกระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์และภูมิภาค ผ่าน Global Equity เพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะประเทศ และจัดสรรบางส่วนไปยัง Global Investment Grade Bond เพื่อช่วยเสริมเสถียรภาพและลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
 2. Satellite Portfolio เรายังคงให้น้ำหนักกับธีมการลงทุนระยะกลาง-ยาวที่มีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างชัดเจน ได้แก่ AI, Defense และ Space Economy
     2.1 ธีม AI เรายังมีมุมมองเชิงบวกจากความแข็งแกร่งของกำไรบริษัทจดทะเบียนและบทบาทของ AI ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ Selective Strategy และ Buy on Dip ในหุ้นคุณภาพที่ปรับฐานลง แต่แนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่ง
     2.2  ขณะที่ธีม Defense และ Space Economy ยังได้รับแรงหนุนจากงบประมาณภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนด้านความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
     2.3 ส่วนกลุ่ม Emerging Markets ยังน่าสนใจในระยะยาวจาก Valuation ที่ไม่แพงและโอกาสการฟื้นตัวในอนาคต แต่ในระยะสั้นยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากหลายประเทศยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและอ่อนไหวต่อ Oil Shock มากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว


 


Core Portfolio พอร์ตหลักเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคง: ลงทุนในสินทรัพย์หลักที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ต

LHGALPHA: กองทุนในหุ้นศักยภาพเติบโตสูงทั่วโลก ที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนแบบ Absolute Return กองทุนลงทุนใน Fullerton Lux Funds - Global Absolute Alpha - Class A (USD) Acc (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV

LHGIGO: กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก มุ่งเน้นความมั่นคงของพอร์ต ผ่านกองทุนตราสารหนี้ที่ใช้กลยุทธ์การคัดเลือกผู้ออกตราสารรายตัว เพื่อเลือกลงทุนในเครดิตคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวนและลดความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก กองทุนลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
 
Seattleite Portfolio – พอร์ตเสริมเพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน: กระจายการลงทุนสู่ธีมพิเศษและภูมิภาคศักยภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยง ผ่าน 3 แนวทางการลงทุนที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละสไตล์

(1) Contrarian Strategy

LHCYBER: ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Cybersecurity เพื่อรับโอกาสการเติบโตของโลกดิจิทัล จากความต้องการปกป้องข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในยุค AI กองทุนลงทุนใน FIRST TRUST NASDAQ CYBERSECURITY UCITS ETF "Class A Accumulating - USD" ("กองทุนหลัก")

LHCOPPER: ลงทุนในหุ้นเหมืองทองแดง เพื่อรับอานิสงส์จากการเติบโตเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ทองแดง กองทุนลงทุนใน Global X Copper Miners ETF (“กองทุนหลัก”)

(2) Momentum Strategy

LHSPACE: กองทุนอวกาศกองแรกของประเทศไทย ลงทุนในกองทุนธีมเศรษฐกิจอวกาศ ครอบคลุมธุรกิจทั้ง Value Chain กองทุนลงทุนใน Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund Class I Accumulating- USD (“กองทุนหลัก”)

LHSEMICON: ลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI Boom กองทุนลงทุนใน iShares Semiconductor ETF (“กองทุนหลัก”)

(3) Long-term Strategy

LHEME: กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ ที่ใช้กลยุทธ์ Active Bottom-up ควบคู่กับ Country Allocation มุ่งคัดเลือกหุ้นคุณภาพสูงในประเทศแกนหลักของ EM กองทุนลงทุนใน Schroder International Selection Fund Global Emerging Market Opportunities (“กองทุนหลัก”)

LHAI: ลงทุนในธีม Generative AI ผ่าน Active ETF ที่ที่คัดเลือกบริษัทซึ่งได้อานิสงส์จาก AI และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานฮาร์ดแวร์รองรับ Big Data กองทุนลงทุนใน Roundhill Generative AI & Technology ETF (“กองทุนหลัก”)

 

Source: Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World gold council, Energy Information Administration (EIA), Reuters
Data as of: 8 Apr 2026


 

เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน










  

 

 

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ