สรุปภาวะตลาด

สรุปภาพรวมการลงทุนในเดือนที่ผ่านมา
ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้น โดยดัชนี MSCI All Country World Index (ACWI) บวก +2.90%, สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 ปิดบวก ที่ +1.37%, ดัชนี Nasdaq +0.95% และ Dow Jones +1.73%, ยุโรป: Stoxx 600 +4.37%, เอเชีย: Nikkei 225 ของญี่ปุ่น +7.22%, CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ บวก +2.18%, Hang Seng ของฮ่องกงปรับตัวขึ้น +6.50%, TAIEX Index ของไต้หวัน +10.70% และ VN Index ของเวียดนามปิดบวก +2.50% และ SET Index ของไทย +5.24% ในทางตรงกันข้าม Nifty 50 ของอินเดียปรับตัวลดลง -3.01% แม้เดือน ม.ค. ตลาดการเงินผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการรับความเสี่ยง (risk appetite) ของนักลงทุนปรับดีขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นโลกโดยรวมปรับขึ้น โดย ACWI +2.9% MoM แรงขับเคลื่อนสำคัญในเดือนนี้มาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวชัดเจน ท่ามกลางนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของประธานาธิบดี Donald Trump (เช่น เวเนซุเอลา ประเด็น Greenland และถ้อยแถลงในเวที World Economic Forum ที่ Davos) ซึ่งทำให้นักลงทุนและสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มประเมินความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ในระดับที่สูงขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว นักลงทุนทยอยลดการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และเพิ่มการกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ส่งผลให้ USD อ่อนค่าราว -1.4% ในเดือนที่ผ่านมา และเป็นตัวเร่งให้เกิดการหมุนย้ายเม็ดเงินลงทุน (Great Rotation) จากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไปสู่ หุ้นเชิงวัฏจักร (Cyclical), หุ้นคุณค่า (Value) รวมถึง ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ ทำให้ตลาดนอกสหรัฐฯ ปรับขึ้นโดดเด่น และกลายเป็นแรงขับสำคัญของผลตอบแทนตลาดหุ้นโลกในเดือน ม.ค. โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทำผลงานโดดเด่นที่สุด โดยปรับขึ้น +9% ในเดือนนี้ และ outperform ตลาดพัฒนาแล้ว +7% (ช่องว่างกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดย S&P 500 +1.37% MoM, Nasdaq +0.95% MoM และ Dow Jones +1.73% MoM อย่างไรก็ดี ภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นกลับเป็นตัวเร่งให้ตลาดเข้าสู่การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ (Great Rotation)
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. ทั้งภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ Atlanta Fed ปรับคาดการณ์ GDP 4Q ขึ้นสู่ระดับ ~5% YoY (สูงสุดในรอบ 2 ปี) โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนด้าน AI และ Data Center ซึ่งสวนทางกับความกังวลตลอดปี 2025 ว่า การขึ้นภาษีนำเข้าจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ชะลอลง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้เปลี่ยนคำถามของนักลงทุนจาก ‘เศรษฐกิจจะถดถอยหรือไม่’ ไปสู่ ‘การลงทุน AI มหาศาลจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่’ นักลงทุนจึงเริ่มลดน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Technology (โดยเฉพาะหุ้น AI ที่ปรับขึ้นแรงในปี 2025) และหันมาประเมิน ROI อย่างจริงจังมากขึ้น
ความกังวลดังกล่าวชัดเจนในบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานราคาแพง (เช่น ผู้ให้บริการ Data Center ที่ต้องลงทุนชิปขั้นสูง) รวมถึงบริษัทที่มี leverage สูง เช่น Oracle และ ecosystem ที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ซึ่งเริ่มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ OpenAI เองยังต้องระดมทุนเพิ่มเติมอีกมาก ท่ามกลางรายได้ที่ยังไม่เติบโตตามการลงทุน
ผลลัพธ์คือ เม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากหุ้น Tech Growth โดยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven เพิ่มขึ้นเพียง +1% ในเดือนนี้ ขณะที่เม็ดเงินหมุนไปสู่หุ้น Cyclical/Value อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Financials, Industrials, Energy, Commodity & Mining รวมถึงหุ้นขนาดเล็ก เช่น S&P 600 และ Russell 2000 ที่ปรับขึ้นโดดเด่นราว +5% MoM
แนวโน้มระยะถัดไป: ณ ปัจจุบัน ฤดูกาลประกาศงบ 4Q25 ของตลาดสหรัฐฯ ยังสะท้อนภาพที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 คิดเป็น 71% ของมูลค่าตลาดรวม ได้รายงานผลแล้ว และมี EPS Beat 64%, Revenue Beat 68% ค่าเฉลี่ย EPS surprise +7% และ Revenue surprise +2% แม้คุณภาพจะอ่อนลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
สำหรับปี 2026 มุมมองยังเป็นบวก จาก 50 บริษัทที่ให้ guidance มี 54% ให้ประมาณการสูงกว่าคาด และ consensus กำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2026 แทบไม่ถูกปรับลด โดยคาดกำไรทั้งปีเติบโตราว +12% กลุ่ม Mega-cap Tech และ AI ยังคงเป็นแกนหลักของตลาด โดยหลายบริษัทเริ่มระบุผลประโยชน์จาก AI adoption เป็น ‘ตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น’ ใน earnings call ขณะที่ประมาณการ AI Capex ของกลุ่ม Hyperscaler ปี 2026 ถูกปรับเพิ่มเป็น 561 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (+38% YoY) สะท้อนการลงทุนเชิงรุกต่อเนื่อง
ด้านปัจจัยนโยบาย การที่ประธานาธิบดี Donald Trump เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งประธาน Fed แทน Jerome Powell อาจเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยตลาดจะติดตามจุดยืนด้านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตาม หลังสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาเมื่อ 3 ม.ค. และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีโอกาสยกระดับขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้สินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น และสนับสนุนสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นช่วง ๆ
ตลาดหุ้นยุโรป
ดัชนี STOXX 600 +4.37% MoM ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยตัวเลขเบื้องต้นระบุว่าเศรษฐกิจยูโรโซนใน 4Q/2025 ขยายตัว +0.3% QoQ สูงกว่าคาด สะท้อนอุปสงค์ที่ทยอยฟื้นตัว ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และการส่งผ่านนโยบายการเงินที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่เงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดโดยรวม หนุนมุมมองว่าสภาพแวดล้อมทางการเงินยังเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรป
แนวโน้มระยะถัดไป: เศรษฐกิจยูโรโซน (Euro Area) ยังมีแนวโน้มยืดหยุ่นได้ดีจาก fiscal tailwinds ทำให้การเติบโต YoY มีแนวโน้มเร่งจาก 1.0% (ปี 2025) เป็น 1.5% (ปี 2026) ในมุมมองตลาดทุน สำหรับบริษัทที่มีรูปแบบการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสอย่างสม่ำเสมอ (คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัททั้งหมดในดัชนี STOXX 600) ตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้นในไตรมาส 4/2025 จะหดตัว -2% สะท้อนว่าตลาดยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มกำไรในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ประเมินว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนยุโรปยังมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางบวก โดยประเมินว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี STOXX 600 จะเติบโตประมาณ +5% ในปี 2026E
ตลาดหุ้นจีน
ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงปิดบวกในเดือน ม.ค. CSI 300 +2.18% MoM และ Hang Seng +6.50% MoM แม้เศรษฐกิจจีนไม่ได้เติบโตแบบเร่งตัว แต่ยังสามารถบรรลุเป้า GDP ปี 2025 ที่ +5.0% ได้ตามแผน โดย GDP ไตรมาส 4/2025 ชะลอลงมาอยู่ที่ +4.5% YoY จาก +4.8% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปีช่วยพยุงให้การเติบโตทั้งปีอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในระยะสั้น ภาคการผลิตส่งสัญญาณชะลอ โดย PMI เดือน ม.ค. ลดลง 0.8 จุด สู่ระดับ 49.3 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยฤดูกาล และยังอยู่ในโซนหดตัว (<50) แม้เช่นนั้น การชะลอตัวครั้งนี้ยังน้อยกว่าปีก่อนที่ PMI ลดลงถึง 1.0 จุด อย่างไรก็ดี แม้ภาคการผลิตอ่อนตัว แต่การส่งออกยังแข็งแกร่ง และการลงทุนภาครัฐยังเดินหน้า ซึ่งปัจจัยทั้งสองช่วยประคองกิจกรรมในภาค Real Sector และหนุนให้หุ้นกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจจริง (Industrials, Materials บางส่วน) ฟื้นตัวได้ดีในเดือนที่ผ่านมา
แนวโน้มระยะถัดไป: ปี 2026 นโยบายการคลังจะยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจีน โดยรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง (He Lifeng) ได้ย้ำจุดยืนชัดเจนในเวที World Economic Forum ที่ Davos เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ว่าจะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุกต่อเนื่อง ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางจีน (PBOC) เดินหน้าผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยประกาศมาตรการเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นปี รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เชิงโครงสร้างหลายประเภทลง -0.25% เพิ่มวงเงินเครื่องมือสนับสนุนบางโครงการ สะท้อนแนวทาง ‘Targeted Easing’ มากกว่าการกระตุ้นเชิงรุกแบบรอบใหญ่ สำหรับค่าเฉลี่ยของประมาณการกำไร (EPS consensus) ในปี 2025/2026 ดัชนี MXCN จะอยู่ที่ +4% และ +14% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี CSI 300 คาดว่า EPS ในปี 2025/2026 จะเติบโตที่ +15% และ +15% ตามลำดับ
มองไปข้างหน้า ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นจีนยังคงต้องอาศัยกลยุทธ์แบบ Selective โดยการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ของแต่ละ Sector สะท้อนความแตกต่างของแนวโน้มกำไรอย่างชัดเจน โดย Health Care มี Earnings Revision ขึ้นแรงและต่อเนื่อง สะท้อนภาพ structural growth ขณะที่ Info Tech / Comm Services / Materials ยังคงมี Outlook ยังเป็นบวก ด้าน Financials ยังคง ทรงตัว โดยยังคงต้องรอ catalyst ในระยะข้างหน้า
ตลาดหุ้นไต้หวัน
ในเดือน ม.ค. ดัชนี TAIEX เพิ่มขึ้น +10.70% MoM นำโดยหุ้นกลุ่ม Electronics และ Technology โดยเฉพาะ TSMC ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 40% ของดัชนี หลังจาก TSMC ADR ในสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่ ส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาดไต้หวันปรับขึ้น +14.52% MoM และเป็นแรงผลักสำคัญของตลาดโดยรวม ด้านผลประกอบการ 4Q/2025 บริษัทที่รายงานแล้วคิดเป็นประมาณ 52% ของ Market Cap พบว่า 43% มีกำไรสูงกว่าคาด ขณะที่กลุ่ม Technology และ Semiconductor โดดเด่นที่สุด โดยกำไรสุทธิเติบโต +38% YoY และรายได้ +22% YoY สะท้อนความแข็งแกร่งของวัฏจักร AI และการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกัน GDP ไตรมาส 4/2025 เติบโต +12.7% YoY สูงกว่าคาดและเร่งตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนการขยายตัวพร้อมกันของการส่งออกภาคเทคโนโลยี และการลงทุนภาคเอกชน
แนวโน้มระยะถัดไป: Consensus ล่าสุด คาด EPS ตลาดไต้หวันเติบโต +22% ในปี 2025E และเร่งเป็น +28% ในปี 2026E ขณะที่ Goldman Sachs ประเมินว่าอาจสูงถึง +30% ซึ่งรองรับเป้าหมายดัชนีบริเวณ 34,600 จุด จากระดับปัจจุบันราว 32,000 จุด โดยการปรับขึ้นรอบนี้เป็นลักษณะ earnings-driven มากกว่าการขยายตัวของ valuation เพียงอย่างเดียว สะท้อนว่าไต้หวันยังเป็นแกนสำคัญของธีม AI นอกสหรัฐฯ และมีความชัดเจนด้านโครงสร้างกำไรในระยะกลาง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวโดดเด่นในเดือน ม.ค. โดย Nikkei 225 +7.22% MoM และ TOPIX +4.62% MoM แรงหนุนหลักมาจากหุ้นกลุ่ม Electronic Components และ Semiconductor Equipment ซึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI ควบคู่กับปัจจัยการเมืองภายในประเทศ หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ทำให้ตลาดประเมินว่าพรรค LDP มีโอกาสเพิ่มเสียงข้างมาก ซึ่งอาจเปิดทางสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในปี 2026 ส่งผลให้ sentiment นักลงทุนปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นที่ 0.75% ตามคาด ช่วยลดความกังวลต่อการเร่งคุมเข้มนโยบายการเงินในระยะสั้น
แนวโน้มระยะถัดไป: หลังชัยชนะของ ซานาเอะ ทากาอิจิ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ตลาดมองว่า พรรค LDP จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกในปี 2026 ผ่านการลงทุนด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี รวมถึงข้อเสนอชั่วคราวในการยกเลิกภาษีการบริโภคสำหรับสินค้าอาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อพยุงกำลังซื้อ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบายในระยะกลาง ทั้งนี้ Consensus คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นเติบโตประมาณ +7% ในปีนี้ สะท้อนภาพการเติบโตที่ยังต่อเนื่องภายใต้แรงหนุนจากภาคเทคโนโลยีและนโยบายภาครัฐ
ตลาดหุ้นอินเดีย
Nifty 50 ของอินเดียปรับตัวลดลง -3.01% MoM ขณะที่ BSE Sensex ลดลง -3.46% MoM ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลงในช่วงครึ่งแรกของเดือน จากแรงขายต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ (FII) ก่อนฟื้นตัวหลังอินเดียลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) เมื่อ 27 ม.ค. ซึ่งเพิ่มโอกาสการเติบโตของภาคส่งออกในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม ผลต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากรายได้ของ MSCI India ที่พึ่งพาตลาดยุโรปมีเพียงราว 6% แม้เช่นนั้น ข้อตกลงดังกล่าวช่วยหนุน sentiment และบรรเทาแรงกดดันในช่วงปลายเดือน ทำให้ดัชนีลดช่วงติดลบลง แม้ยังปิดเดือนในแดนลบในเดือนที่ผ่านมาก็ตาม
ด้านผลประกอบการงวด 3QFY26/4QCY25 (ต.ค.-ธ.ค. 2025) ของบริษัทในดัชนี MSCI India ประมาณ 80 บริษัท (คิดเป็นราว 60% ของมูลค่าตลาดรวมในดัชนี) ที่ได้รายงานงบแล้ว พบว่ากำไรสุทธิเติบโต +7% YoY ขณะที่ Sales growth (ไม่รวมกลุ่มการเงิน) เร่งตัวขึ้นเป็น +9% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส โดยรวมสะท้อนภาพว่ากำไรยังเติบโตต่อเนื่องจากฐานรายได้ที่ฟื้นตัวชัดเจน
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดอินเดียยังอยู่ในโหมด Selective Buy โดยมีแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับ policy tailwinds ทั้งมาตรการลดภาษีและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งวัฏจักรกำไรในระยะถัดไป โดย Goldman Sachs ประเมินว่า EPS ของ MSCI India จะเร่งจาก +11%/+10% ใน CY24/CY25E เป็น +15%/+14% ใน CY26/CY27E สะท้อนการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ แม้ valuation ยังซื้อขายที่ระดับพรีเมียม แต่ไม่ตึงตัวเกินไป โดย NTM P/E ใกล้ระดับ fair value ที่ประมาณ 22 เท่า อีกทั้ง fund flow มีโอกาสกลับทิศ หากกำไรและความเชื่อมั่นฟื้นตัว โดย Goldman Sachs คาดว่า Nifty มีโอกาสแตะ 29,300 จุด ภายในสิ้นปี 2026
ตลาดหุ้นเวียดนาม
ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวต่อเนื่องในเดือน ม.ค. โดย VN Index +2.5% MoM ช่วงต้นเดือนดัชนีพุ่งแรงจาก sentiment เชิงบวกและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ดันดัชนีขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,910.69 จุด เมื่อวันที่ 13 ม.ค. แรงหนุนหลักมาจากหุ้นรัฐวิสาหกิจ (SOEs) และกลุ่มธนาคาร ภายหลังการประกาศ Resolution 79 ที่ตอกย้ำการสนับสนุนเชิงนโยบายต่อบริษัทขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่หุ้นกลาง–เล็กตามไม่ทัน ช่วงครึ่งหลังของเดือนตลาดเผชิญแรงกดดันจากการปรับฐานในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หลังภาครัฐเข้มงวดกรอบสินเชื่อ ส่งผลให้ดัชนีอ่อนตัวลงแตะจุดต่ำสุดที่ 1,793.13 จุด ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยปลายเดือน ท่ามกลางโหมด “wait-and-see” ก่อนเทศกาลตรุษญวนและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก แม้ดัชนีผันผวน แต่สภาพคล่องกลับฟื้นตัวชัดเจน โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มเป็น 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (+64.3% MoM) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ 211.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่แรงขายชะลอลงเมื่อเทียบปีก่อน และแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยในประเทศยังเป็นแรงประคองหลัก
แนวโน้มระยะถัดไป: ปี 2026 ถือเป็นจังหวะเชิงโครงสร้างสำคัญ หลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ในเดือน ม.ค. 2026 ได้กำหนดทิศทางโมเดลการเติบโตใหม่อย่างชัดเจน โดยเน้นการประสานบทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และ FDI คุณภาพสูงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ ‘พื้นฐานเศรษฐกิจ’ และ ‘ทิศทางตลาดทุน’ มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน โมเมนตัมยังแข็งแกร่งและกระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม โดยกำไรเติบโต +27% ในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวต่อ +16–18% ในปี 2026 จากทั้งการเติบโตของรายได้และการฟื้นตัวของอัตรากำไร สะท้อนการเติบโตที่มีฐานกว้าง ไม่ได้พึ่งพาเพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม ในเชิงโครงสร้าง ตลาดทุนพัฒนาไปอีกขั้น ทั้งสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น กระบวนการเข้าจดทะเบียนที่รวดเร็วขึ้น และการปฏิรูปกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพตลาด
ตลาดหุ้นไทย
SET Index เพิ่มขึ้น +5.2% MoM โดยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในเดือน ม.ค. โดยดัชนีกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,300 จุด และปิดสิ้นเดือนที่ 1,325.6 จุด ในช่วงต้นเดือน ดัชนีปรับขึ้นแรงจากแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นในช่วงแรกเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ก่อนที่แรงขายทำกำไรจะเข้ามากดดัน ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดเพิ่มสูงขึ้น
ในช่วงกลางเดือน SET ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดของเดือนบริเวณ 1,232 จุด จากแรงขายที่ขยายวงกว้าง สะท้อนท่าทีระมัดระวังของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม การปรับฐานดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ โดยดัชนีสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว หลังมีแรงซื้อกลับเมื่อราคาหุ้นปรับลดลงมาสู่ระดับที่น่าสนใจ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีทิศทางปรับขึ้นเล็กน้อย จากแรงซื้อเชิงคัดเลือก (Selective Buying) ขณะที่การปรับขึ้นยังถูกจำกัดจากแรงขายทำกำไรในหุ้นขนาดใหญ่ โดยสรุป เดือนม.ค. ถือเป็นเดือนแห่งการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย แม้จะมีความผันผวนค่อนข้างสูงระหว่างทาง แต่ทิศทางโดยรวมของดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนถึงปลายเดือน
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยแรงหนุนหลักมาจากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งโครงสร้างที่นั่งของพรรคหลักทำให้ตลาดประเมินว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีโอกาสดำเนินไปอย่างราบรื่น ลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระยะสั้น และเปิดทางสู่การเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐ หุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศและโครงการรัฐจึงมีแนวโน้มได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม แม้ Valuation ตลาดอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบภูมิภาค แต่ภาพกำไรยังฟื้นตัวช้า โดย Consensus คาด EPS ปี 2026 เติบโตเพียง +2% ก่อนเร่งเป็น +9% ในปี 2027 สะท้อน Earnings cycle ที่ยังเปราะบาง กลยุทธ์จึงควรเน้น Selective Buy ในหุ้นที่มีกำไรเสถียร มี Catalyst เฉพาะตัว หรือได้อานิสงส์จากการลงทุนภาครัฐและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ

ตลาดตราสารหนี้
เดือน ม.ค. ตลาดตราสารหนี้โลกเคลื่อนไหวแบบ ‘Selective Risk’ มากกว่าจะเป็นภาพ ‘Risk-off’ ชัดเจน โดยดัชนี Global Aggregate ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยราว +1% ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และความกังวลเรื่องวินัยการคลัง รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ กดดัน Bond yield ให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ญี่ปุ่น เป็นตลาดที่ผันผวนที่สุด โดย JGB อายุ 10 ปี ปรับลงแรง -1.3% ผลการดำเนินงานแย่ที่สุดในช่วงเริ่มต้นปีนับตั้งแต่ปี 1994 จากความกังวลด้านการคลัง หลังการยุบสภาและความคาดหวังมาตรการการคลังเพิ่มเติม ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนชันขึ้นชัดเจน (Yield curve steepening) และกดดันค่าเงินเยนให้อ่อนค่า
ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงในเดือนนี้ โดยแรงขายชัดเจนที่สุดในช่วงอายุสั้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้นักลงทุนเลื่อนความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ออกไป ส่งผลให้ Yield อายุ 2 ปี ปรับขึ้นราว +5 bps ขณะเดียวกัน พันธบัตรระยะยาวก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน จากความกังวลว่าการควบคุมเงินเฟ้อของ Fed อาจทำได้ยากกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนโดยรวมยังอยู่ในภาวะตึงตัว
สำหรับยุโรป ให้ผลตอบแทนโดดเด่น พันธบัตรฝรั่งเศส (OAT) +1% และอิตาลี (BTP) +0.7% ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ในกรณีของฝรั่งเศส รัฐบาลเตรียมผ่านงบประมาณที่ตั้งเป้าลดขาดดุลลงเหลือ 5% ในปี 2026 (จาก 5.4%) ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง
แนวโน้มระยะถัดไป: ระยะสั้นตลาดตราสารหนี้อาจยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความคาดหวังเงินเฟ้อที่ขยับขึ้น ทำให้ yields มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และทิศทางสภาพคล่องโลกยังเปิดโอกาสให้ตราสารหนี้มีบทบาทเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ต โดยกลยุทธ์ยังเน้น Selective Carry ผ่านการคัดเลือกตราสารที่ให้ผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่ม Investment Grade คุณภาพสูงและตราสารที่มีความแข็งแกร่งด้านงบดุล
ทองคำ
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเดือน ม.ค. เพิ่มระดับความผันผวนในตลาดการเงิน หลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการในเวเนซุเอลา และประธานาธิบดี Donald Trump ขู่ใช้มาตรการภาษีกับประเทศยุโรปที่คัดค้านแผนเกี่ยวกับ Greenland แม้ความตึงเครียดบางส่วนจะเริ่มผ่อนคลายหลังการประชุมที่ Davos แต่ตลาดได้ตอบสนองเชิงป้องกันความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางและสถาบันการเงินทั่วโลกทยอยลดสัดส่วนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ ทองคำปรับขึ้นกว่า +13% และเงิน (Silver) +19% ในเดือนเดียว ทั้งสองสินทรัพย์ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนบทบาทของโลหะมีค่าในฐานะสินทรัพย์สำรองท่ามกลางความไม่แน่นอน ราคาทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ เป็นครั้งแรก ก่อนปิดสิ้นเดือนที่ 4,982 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ และทำ All-time high ถึง 12 ครั้งในเดือนเดียว ด้านกระแสเงินลงทุน กองทุน ETF ทองคำมีเงินไหลเข้า 120 ตัน ส่งผลให้มูลค่าการถือครองรวมแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ประมาณ 669 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินไหลเข้าส่วนใหญ่มาจากเอเชียและอเมริกาเหนือ สะท้อนการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุนต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์

ภาพรวมการลงทุนเดือนกุมภาพันธ์
ภาพตลาดในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนภาพ ‘Broadening’ หรือการกระจายตัวของผลตอบแทน โดยตลาดเริ่มพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ลดลง โดยหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven เพิ่มขึ้นเพียง +1% ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดที่ +9% สะท้อนการหมุนย้ายเม็ดเงินออกจาก Mega-cap US ไปยังภูมิภาคและอุตสาหกรรมที่มี Valuation เหมาะสมกว่า
กลยุทธ์การลงทุนเดือนกุมภาพันธ์
บลจ. LH Fund มีมุมมองกลยุทธ์การลงทุน ดังนี้
1. การกระจายการลงทุนทั้งในมิติของ สินทรัพย์และภูมิภาค ยังคงเป็นหัวใจของการบริหารพอร์ต โดยแนะนำ
2. เรามองเห็นโอกาสจากตลาดเกิดใหม่ จาก 3 ปัจจัยหลัก
3. เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม การลงทุนควรใช้ Selective Strategy มากกว่าการถือกว้างทั้งตลาด เน้นอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ระยะยาว โดยเฉพาะ

LHGEQP
กองทุนหุ้นโลกที่กระจายการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง MSCI ACWI ลงทุนใน iShares MSCI ACWI ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ครอบคลุมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาการเติบโตระยะยาวจากหุ้นทั่วโลก พร้อมกระจายความเสี่ยงด้านภูมิภาคอย่างสมดุล
LHGIGO
กองทุนตราสารหนี้คุณภาพดีทั่วโลก ลงทุนใน Man Global Investment Grade Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ในระดับ Investment grade มุ่งเน้นความมั่นคงของพอร์ต ผ่านกลยุทธ์การคัดเลือกผู้ออกตราสารรายตัว เพื่อเลือกลงทุนในเครดิตคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการรับมือกับภาวะตลาดที่ผันผวนและลดความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก
LHQTUM
กองทุนธีมควอนตัมเทคโนโลยี ลงทุนใน Defiance Quantum ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานของ Quantum Technology และ AI พร้อมคัดเลือกบริษัทที่สะท้อนธีมควอนตัมอย่างแท้จริง เพื่อคว้าโอกาสจากเมกะเทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
LHNUKZ
กองทุนธีมควอนตัมเทคโนโลยี ลงทุนใน Range Nuclear Renaissance Index ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ลงทุนในธุรกิจที่อยู่ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ (Nuclear Value Chain) โดยเน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแส ‘Nuclear Renaissance’ และความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
LHSPACE
กองทุนธีมเศรษฐกิจอวกาศ ลงทุนใน Neuberger Berman Next Generation Space Economy Fund (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV เน้นธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศ (Space Economy) เช่น การปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศ การปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศ การสื่อสารและอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม การสังเกตการณ์โลก (Earth Observation) และระบบนำทางและ GPS ซึ่งจะมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต
LHEME
กองทุนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงทุนใน Schroder International Selection Fund Global Emerging Market Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ ใช้กลยุทธ์ Active Bottom-up ควบคู่กับ Country Allocation มุ่งคัดเลือกหุ้นคุณภาพสูงในประเทศแกนหลักของ EM อย่างยืดหยุ่น โดยโครงสร้างพอร์ตมุ่งเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
LHAI
กองทุนธีม AI ลงทุนใน Roundhill Generative AI & Technology ETF หรือ CHAT ("กองทุนหลัก") เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งลงทุนในบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน AI ทั่วโลกลงทุนครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยเฉพาะ
Source: Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World gold council
Data as of: 11 Feb 2026
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือ
ได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือ ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

