สรุปภาวะตลาด
ดีลการค้าสหรัฐฯ–ไต้หวันผ่อนคลายแรงกดดันเชิงนโยบาย ด้าน CAPEX TSMC เร่งตัวขึ้นตอกย้ำวัฏจักรลงทุน AI
- สหรัฐฯ และไต้หวันบรรลุ ข้อตกลงการค้าเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชิปและก่อสร้างโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ
- ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทชิปและเทคโนโลยีของไต้หวันจะลงทุนอย่างน้อย 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงคำมั่นลงทุน 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ TSMC ให้ไว้ในปี 2025 แล้วด้วย
- ด้าน สหรัฐฯ จะจำกัดภาษี “ตอบโต้” (reciprocal tariffs) ต่อไต้หวันไว้ที่ 15% ลดลงจาก 20% และจะ ยกเลิกภาษีตอบโต้ (0%) สำหรับสินค้าบางประเภท ได้แก่ ยาสามัญ วัตถุดิบยา ชิ้นส่วนอากาศยาน และทรัพยากรธรรมชาติบางรายการ
- อัตราภาษีใหม่ที่ระดับ 15% อยู่ในระดับเดียวกับที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากคู่ค้ารายสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (EU)
- ขณะที่ วานนี้ TSMC รายงานรายได้ Q4/2025 ที่ 33.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าคาดที่ 33.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงกำไรสุทธิ 16.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าคาดที่ 15.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยชิปขั้นสูงขนาด 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่า มีสัดส่วนคิดเป็น 77% ของรายได้จากเวเฟอร์ทั้งหมด สะท้อนอุปสงค์จากเซิร์ฟเวอร์ AI ที่ยังคงแข็งแกร่ง
- ในปี 2025 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของ TSMC อยู่ที่ 59.9% เพิ่มขึ้น 3.8% YoY และในระยะยาวบริษัทคาดว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่เหนือระดับ 56% ได้อย่างต่อเนื่อง
- ในระยะข้างหน้า ผู้บริหารคาดว่ารายได้ไตรมาสปัจจุบัน (Q1/2026) จะอยู่ที่ 34.6–35.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น +4% QoQ หรือ +38% YoY จากการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้นและการเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต และคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 63–65% ใน Q1/2026 จากระดับ 62.3% ใน Q4/2025
- สำหรับในปี 2026 TSMC คาดว่า ยอดขายจะเติบโตเกือบ 30% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ จากอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการใช้งานที่ไม่เกี่ยวกับ AI โดยยอดขายที่คาดดังกล่าว สูงกว่าการเติบโตที่คาดไว้ราว 14% ของ ตลาดโรงงานรับจ้างผลิตเวเฟอร์แบบ Pure Play ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งบริษัท เตรียมเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงสุด 52–56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 27–37% YoY เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า
การตอบสนอง และมุมมองของตลาด
- เมื่อคืนนี้ หุ้นกลุ่มชิปในตลาดสหรัฐฟื้นตัวแรง รับข่าวงบ TSMC ซึ่งจุดประกายความหวังต่อธีมการลงทุนด้าน AI อีกครั้ง โดยหุ้น TSMC พุ่งขึ้นกว่า +4% ขณะที่ Nvidia และ AMD ต่างเพิ่มขึ้นราว +2%
- ขณะที่ เช้านี้ ดัชนี Taiex เปิดสดใส บวกประมาณ +2.01% อยู่ที่ระดับ 31,430.30 จุด?
Bloomberg Intelligence มองว่า ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวันช่วย คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ โดยสหรัฐฯ ปรับกรอบภาษีให้เอื้อมากขึ้น พร้อมยกระดับความร่วมมือด้าน เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากจีน แม้สหรัฐฯ จะมองว่าการนำเข้าชิปมีนัยต่อความมั่นคง แต่รัฐบาลเลือกใช้ แนวทางเจรจาแทนมาตรการภาษีกว้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานและความร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่ ส่งผลให้แรงกดดันเชิงนโยบายต่อเศรษฐกิจไต้หวันลดลง และหนุนการส่งออกเทคโนโลยีและ AI ซึ่งเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจ โดย GDP ปี 2025 ถูกปรับขึ้นสู่ราว 7.3%
ด้านบริษัท TSMC การประกาศ CAPEX สูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความตั้งใจเชิงกลยุทธ์ในการรองรับการเติบโตของ AI Datacenter ระดับโลก และยืนยันว่าวัฏจักรการลงทุนด้าน AI กำลังเร่งตัว ในตลาดที่อุปสงค์ AI เติบโตเร็วและต้องอาศัยการผลิตในสเกลใหญ่ที่มีความสม่ำเสมอ ตำแหน่งการแข่งขันของ TSMC จึงเหนือกว่าคู่แข่งชัดเจน ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่าวินัยด้านการจัดสรรเงินลงทุนที่เข้มงวดชี้ว่า CAPEX รอบนี้เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาวของโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าการขยายกำลังผลิตเชิงวัฏจักรระยะสั้น มุมมองเชิงบวกดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์วอลล์สตรีททยอยปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย และส่งผลให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 12 เดือนของหุ้น TSMC ในตลาดสหรัฐฯ ปรับขึ้นราว +7% มาอยู่ที่ USD 403 ตามข้อมูล Bloomberg
กองทุนแนะนำ
- LHTWGHD: กองทุนที่ลงทุนในหุ้นไต้หวัน ลงทุนใน CTBC TIP Customized Taiwan Growth and High Dividend ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจไต้หวัน อีกทั้งเน้นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล และอัตราการเติบโตสูง
- LHSEMICON: กองทุนธีมเซมิคอนดักเตอร์ ลงทุนใน iShares Semiconductor ETF (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV มุ่งลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากกระแส AI boom ในซัพพลายเออร์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการเติบโตของ AI
- LHEME: กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงทุนใน Schroder International Selection Fund Global Emerging Market Opportunities (“กองทุนหลัก”) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV บริหารเชิงรุกใช้กลยุทธ์ Active Bottom-up ควบคู่กับ Country Allocation มุ่งคัดเลือกหุ้นคุณภาพสูงในประเทศแกนหลักของ EM อย่างยืดหยุ่น โดยโครงสร้างพอร์ตมุ่งเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในระยะยาว
Source: LHFund as of 16 Jan 2026
LHFund as of 16 Jan 2026
คำเตือน
- ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
- เนื่องจากกองทุน ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
- ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

