LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด





ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เผชิญกับแรงขายทำกำไร ตลาดจีนกังวลร่างกฎหมายกีดกันนักลงทุนฝั่งสหรัฐฯ
สรุปเหตุการณ์ที่สำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมา

  • ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี Dow -2.3% S&P 500 -1.0% Nasdaq -0.8% ตามลำดับ จากตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และบทสัมภาษณ์ของ Fed หลายท่านที่ยังมีท่าทีที่เข้มงวด โดย ISM ภาคการผลิต ในมีนาคม ปรับขึ้น 2.5 จุด สู่ระดับ 50.3 จุด สูงสุดตั้งแต่สิงหาคม 2022 และการจ้างงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 303k มากกว่าคาดที่ 212k อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10ปี ปรับขึ้น 15 bps สู่ระดับ 4.39%
  • โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เผชิญกับแรงขายทำกำไรในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ตลาดได้ปรับตัวขึ้นมา 5 เดือนติดต่อกัน โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่น 10 ปี (ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่สำคัญของตลาดการเงินโลก) นั้นได้ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 4.20% ขึ้นมาที่ 4.33% จากหลายปัจจัย อาทิเช่น ตัวเลข Consumer Confidence, Personal Spending และ Atlanta Fed GDP Nowcast ที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งบ่งชี้ถึงกำลังซื้อของชาวสหรัฐฯที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบนั้นได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน หลังจากที่สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-อิหร่าน นั้นเริ่มมีความทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ระดับเงินเฟ้ออาจจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และเกิดแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Technology และ Growth Stocks จากระดับราคาที่อยู่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยตลาดยังคงมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็น Laggards และกลุ่มหุ้นดั้งเดิมอย่างกลุ่ม Metals, Mining, Energy Utilities และกลุ่ม Small caps
  • ตลาดหุ้นจีนและฮ่องมีการเปิดทำการเพียง 3 วัน ในสัปดาห์นี้ โดยตลาดยังคงไม่ฟื้นตัวหลังจากที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกร่างกฎหมายที่กีดกันนักลงทุนสหรัฐฯ ในการลงทุนในสินทรัพย์จีน โดยให้เหตุผลทางด้านความโปร่งใสของงบการเงิน และความเสี่ยงของการที่บริษัทจีนนั้นถูกควบคุมโดยรัฐบาลจีนต่างๆ ซึ่งทางรัฐบาลจีนนั้นได้ทำการตอบโต้ด้วยการฟ้องร้องต่อ WTO ว่าสหรัฐฯนั้นมีการกีดกันทางการค้าในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับ การที่รัฐบาลจีนนั้นมีแผนที่จะมีการประกาศแบน Software และ Technology จากสหรัฐฯเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงนั้นได้มีการฟื้นตัวในช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนนั้นมองว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้อยู่แล้ว และนักลงทุนต่างชาตินั้นได้ออกจากตลาดหุ้นจีน และฮ่องกงไปมากแล้วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
  • ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่แล้ว SET -2.4 จุด (-0.2%) สู่ระดับ 1375.58 จุด จากแรงขายหุ้นทั่วโลก ที่กังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยช้าลงกว่าคาด โดยกลุ่มที่ปรับตัวดีกว่าตลาดตามลำดับ ได้แก่ กลุ่ม PETRO (4.2%) และกลุ่ม PKG(2.8%) จากตัวเลข PMI ภาคการผลิตของจีน และ ISM ภาคการผลิตของสหรัฐ ออกมาดีกว่าคาด กลุ่ม ENERGY (1.9%) จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นกว่า4% ระหว่างสัปดาห์
  
10 เม.ย.สหรัฐ เงินเฟ้อ (มีนาคม) (y-y) คาดว่าอยู่ที่ 3.5% โดยเดือนก่อนอยู่ที่ 3.2%

10 เม.ย.สหรัฐ รายงานการประชุม Fed
10 เม.ย.ไทย MPC Meeting คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายยังคงที่ 2.5% โดยคะแนนเสียงคงดอกเบี้ย ลดลง จาก 5:2 เป็น 4:3
12 เม.ย. สหรัฐ เริ่มประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี ของ JPMorgan, Citi, และ BlackRock


 
  • LHGEQ มีกลยุทธ์การลงทุนใน Quality Growth Stock และบริหารแบบเชิงรุก เน้นคัดหุ้นที่มีคุณภาพและแนวโน้มการเติบโตของกำไรในหุ้นทั่วโลก  โดยเน้นการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ประกอบกับสัญญาณทางเทคนิคของ S&P 500 Index ที่ปิดเหนือ All time high เราจึงมองว่าหุ้นในกลุ่ม Big/Mid Cap , Growth มีโอกาสไปต่อได้อีก
  • LHUS มีกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยลงทุนในกองทุนหลักทั้ง Baillie Gifford US Growth Fund และ Artificial Intelligence & Technology ETF (AIQ) เน้นลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรในระยะยาว ในหุ้นกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นเทรนด์เติบโตในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Software, Innovative Healthcare, EV Car, Fintech, AI
Source:LHFUND, LHSEC, CNBC, UOB Kay Hian, Tisco
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ