LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด



ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแกร่ง ตลาดกังวลเงินเฟ้อคาดอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี


 
  • ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี S&P500 และ NASDAQ (14-17 ส.ค.) ได้ปรับตัวลดลง -2.6% และ -3.3% ตามลำดับ ในขณะที่ดัชนี Shanghai composite และ Hang Seng index (14-18 ส.ค.) ปรับตัวลดลง -1.5% และ -4.4% ตามลำดับ   SET Index ปรับตัวลดลง 16.04 จุด หรือ -1.04% สู่ระดับ 1,519.12 จุด ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดการเงินโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้
  • อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (10 year Treasury yields ซึ่งถือว่าเป็นดอกเบี้ย risk free rate ของตลาดโลก) ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปีที่ 4.27% หลังจากที่ตัวเลขค้าปลีกของสหรัฐฯในเดือนก.ค. นั้นเติบโต 0.7% m/m (มากกว่าตลาดคาดที่ 0.4%) เช่นเดียวกับ ตัวเลขการก่อสร้างบ้านใหม่, การผลิตภาคอุตสาหกรรม และผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเดือนก.ค. ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดทั้งหมด ซึ่งได้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเริ่มคาดการณ์ว่าระดับ GDP ของสหรัฐฯในไตรมาส 3 นั้นมีโอกาสที่จะเติบโตถึง 5% ตลาดนั้นได้เริ่มมีความกังวลว่าเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่งนั้น อาจจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อนั้นกลับมาขึ้นอีกรอบ และอาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะต้องทำการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกในช่วงปลายปี เช่นเดียวกับ การที่รัฐบาลของ Joe Biden และพรรค Democrats ที่ยังคงมีมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐฯ และก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งยังคงทำให้กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะต้องออก Supply ของพันธบัตรรัฐบาลออกมาเพิ่มยิ่งขึ้น  
  • โดยอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น นั้นได้ส่งผลกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Technology (ที่มีระดับ P/E สูง) และกลุ่ม Consumer Discretionary (ซึ่งมีความผันผวนต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค) ซึ่งเป็น 2 กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาเป็นอย่างมากตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยตลาดยังคงมีการขายทำกำไร หลังจากที่บริษัทต่างๆ ได้ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 2 ไปแล้ว
  • ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีน โดยล่าสุดบริษัท Evergrande (ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาฯที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน) ได้ทำการยื่นล้มละลายต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อปกป้องการยึดทรัพย์จากนักลงทุนในพันธบัตรในสกุลเงิน US dollar ซึ่งได้สร้างความกังวลให้แก่ตลาด ต่อแนวโน้มของบริษัทอสังหาฯอื่นๆที่จะตามมา และเป็นการซ้ำเติมตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ย่ำแย่ ทั้งการส่งออก, นำเข้า และการบริโภคในประเทศที่ลดลง ในขณะที่ตลาดเริ่มไม่ค่อยมีความมั่นใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนนั้น จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมาได้หรือไม่ ในขณะที่ภาคบริการ และท่องเที่ยวนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะพยุงระดับเศรษฐกิจในภาพรวมได้   
  • โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนในเดือนก.ค. นั้น +3.7% y/y (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 4.3%) และตัวเลขค้าปลีกที่เติบโตเพียง 2.5% y/y (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 4%) เช่นเดียวกับตัวเลขภาคอสังหาฯ และการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาดทั้งหมด
  • ราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่มีการปรับตัวลดลงราวๆ 3% w/w จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีน
  • ในส่วนของตลาดหุ้นไทย นักลงทุนได้ให้ความสนใจกับฤดูผลประกอบการในไตรมาส 2 โดยบริษัทในดัชนี SET100 นั้นมีผลกำไรต่ำกว่าที่ตลาดคาดโดยเฉลี่ย 5.75% y/y โดยจะมีเพียงกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่อภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศบางบริษัทที่มีผลกำไรดีกว่าที่ตลาดคาด ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ นั้นยังคงมีผลกำไรที่น่าผิดหวัง

 
  • 21-ส.ค. จีน: 1-Year และ 5-Year Loan Prime Rate โดยตลาดคาดการณ์ว่าธ.กลางจีนจะทำการลดอัตราดอกเบี้ย 1 ปีจาก 3.55% เป็น 3.43% และ 5 ปี จาก 4.2% เป็น 4.05%
  • 21-ส.ค. ไทย: GDP ไตรมาส 2 โดยตลาดคาดการณ์ GDP จะเติบโต 1.1% q/q และ 3.0% y/y (เทียบกับไตรมาส 1 ที่ +1.9% q/q และ 2.7% y/y)
  • 23-ส.ค. ยุโรป: Eurozone Flash Manufacturing PMI (คาดการณ์เดือนส.ค.เบื้องต้น) โดยตลาดคาดการณ์ที่ 42.6 จุด ซึ่งต่ำกว่าเดือนก.ค.ที่ 42.7 จุด , Eurozone Flash Services PMI (คาดการณ์เดือนส.ค.เบื้องต้น) โดยตลาดคาดการณ์ที่ 50.5 จุด ซึ่งต่ำกว่าเดือนก.ค.ที่ 50.9 จุด
  • 23-ส.ค. สหรัฐฯ: S&P US Flash Manufacturing PMI (คาดการณ์เดือนส.ค.เบื้องต้น) โดยตลาดคาดการณ์ที่ 49 จุด ซึ่งเท่ากับเดือนก.ค.
  • 23-ส.ค. สหรัฐฯ: S&P US Flash Services PMI (คาดการณ์เดือนส.ค.เบื้องต้น) โดยตลาดคาดการณ์ที่ 52 จุด ซึ่งต่ำกว่าเดือนก.ค.ที่ 52.3 จุด
 
 
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั้นยังคงมีแนวโน้มอยู่ในการปรับฐานในระยะสั้น จากความกังวลต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาด ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจจีน แต่อย่างไรก็ตาม ทาง LHFUND ยังมีมุมมองว่า ตลาดสหรัฐฯ จะยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไปจนถึงปลายปีนี้ จากทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และทิศทางผลกำไรของบริษัทที่จะมีการฟื้นตัวใน 2H203 (สูงกว่า 1H2023) เช่นเดียวกับ ทิศทางเงินเฟ้อที่จะยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากฐานที่สูงในปี 2022 ในขณะที่ธนาคารกลางของประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกนั้น กำลังที่จะเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในปี 2024
  • ตลาดหุ้นไทย จะยังคงถูกกดดันในระยะสั้น จากความยืดเยื้อในการจัดตั้งรัฐบาล และแนวโน้มของเศรษฐกิจจีน แต่อย่างไรก็ตาม ทาง LHFUND มองว่าตลาดหุ้นไทยนั้น อยู่ในภาวะที่ถูกขายมากเกินไป (Oversold) ในขณะที่ สถานการณ์การประท้วงที่ยังคงไม่มีความรุนแรง, ในขณะที่ภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศ ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลัง รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังคงส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
  • กองทุนแนะนำ : เริ่มเห็นมีการ rotate จากกลุ่ม high growth เข้ากลุ่ม defensive value, cyclical เช่น น้ำมัน   healthcare โดยแนะนำกอง LHDIVB LH Dividend and Buyback Fund มีน้ำหนักลงทุนในกลุ่มนี้ค่อนข้างสูง เช่น ในหุ้นกลุ่ม น้ำมัน healthcare industrial และ การเงิน 

ที่มา LHFUND, CNBC, Investing.com, Bloomberg, ThaiPBS

ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ