LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

สรุปภาวะตลาด


"มุมมองต่อเหตุการณ์ ปัญหาธนาคาร Credit Suisse และผลกระทบกับต่อกองทุน LH Fund"



อัพเดทสถานะการลงทุนของ LHFund ที่เกี่ยวข้องกับ Credit Suisseแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก

     1.ลงทุนในหลักทรัพย์ Credit Suisse โดยตรง - ไม่มี 
     2.ลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม/หลักทรัพย์ ETF ต่างประเทศ ที่กองทุน Master Fund มีการลงทุนในหลักทรัพย์ของธนาคาร Credit Suisse
  • LHGEQP ซึ่งมีการลงทุน 98.5% ใน ACWI US (iShares MSCI ACWI ETF) โดยกองทุน Master Fund มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น Credit Suisse ประมาณ0.01% ณ วันที่ 14 มี.ค. 2566 ของ ACWI US ETF
  • LHGINCOME ซึ่งมีการลงทุน 76% ใน PIMINIA ID (PIMCO GIS Income Fund) โดย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2023 กองทุน Master Fund มีสัดส่วนในตราสาร Credit Suisse ประมาณ1.41% (โดยมีตราสารประเภท Additional Tier 1 ซึ่งจะถูก Written Off เพียง 0.19% โดยคิดเป็นสัดส่วนของกองทุน LHGINCOME ที่ 0.14%)
  • LHGINCOMERMF ซึ่งมีการลงทุน 75% ใน PIMINIA ID (PIMCO GIS Income Fund) โดย ณ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2023 กองทุน Master Fund มีสัดส่วนในตราสาร Credit Suisse ประมาณ1.41% (โดยมีตราสารประเภท Additional Tier 1 ซึ่งจะถูก Written Off เพียง 0.19% โดยคิดเป็นสัดส่วนของกองทุน LHGINCOME ที่ 0.14%)
อ้างอิงข้อมูลทรัพย์สินหน่วยลงทุนจาก LHFund Fund Fact Sheet ณ วันที่ 28 ก.พ. 2566  

     3.ลงทุนในบริษัทลูกของ Credit Suisse ผ่านการลงทุนใน กองทุนที่บริหารโดย Credit Suisse Asset Management ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่แยกกับธนาคาร Credit Suisse โดยกองทุนที่ Credit Suisse Asset Management จัดตั้งอยู่ภายใต้ Luxembourg UCITS Fund  ซึ่งเป็นกองทรัพย์สินที่ แยก จากธนาคาร Credit Suisse โดยเด็ดขาด
  • LHGREEN มีกองทุนหลักลงทุนในกองทุน Credit Suisse Environmental Fund โดยมีสัดส่วนในการลงทุน 86.79%
โดยแนวทางการบริหารจัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุนกำลังทยอยปรับน้ำหนัก Master Fund หลักเปลี่ยนเป็น Wellington Climate Strategy แทนทั้งหมด
  • LHROBOT มีกองทุนหลักที่ลงทุนในกองทุน Credit Suisse Robotics Fund โดยมีสัดส่วนในการลงทุน 91.39%
โดยแนวทางการบริหารจัดการกองทุน ทาง บลจ. กำลังอยู่ระหว่างทำเรื่องขออนุมัติไปยัง กลต. เพื่อเปลี่ยนกองหลักจาก Credit Suisse Robotics Fund เป็น Pictet Robotics Fund ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่สอง
อนึ่ง การตัดสินใจเปลี่ยนกอง Master Fund ดังกล่าวนั้น เนื่องจากผลการดำเนินงานของกอง Master Fund เป็นหลัก   การตัดสินใจดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนและ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาธนาคาร Credit Suisse  แต่อย่างใด  


 
 อ้างอิงข้อมูลทรัพย์สินหน่วยลงทุนจาก LHFund Fund Fact Sheet ณ วันที่ 28 ก.พ. 2566

มุมมองต่อ Credit Suisse

สรุปเหตุการณ์

ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 หุ้น Credit Suisse Group ปรับตัวลง 20.3% จากข่าวความกังวลว่าธนาคาร Credit Suisse จะล้มเป็นรายถัดไปต่อจาก SVB Bank หลังผู้ถือหุ้นรายใหญ่ Saudi National Bank ที่ถือหุ้นใน Credit Suisse ประมาณ 9.9% ประกาศว่าจะไม่เพิ่มการลงทุนให้แล้ว เนื่องจากอาจเป็นการทำให้ถือหุ้นเกิน 10% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่มีได้ตามเกณฑ์ข้อบังคับของทางการ ทำให้นักลงทุนเป็นกังวลว่าบริษัทจะขาดสภาพคล่อง ทำให้อาจเป็นธนาคารรายถัดไปที่บริษัทจะล้มละลาย และอาจก่อปัญหาในภาคการธนาคารอื่นๆตามมา จึงมีแรงเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก และส่งผลกระทบ (Sentiment) ไปยังภาคการธนาคารอื่นๆทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตามล่าสุดธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ Swiss National Bank และ FINMA (Swiss Financial Market Supervisory Authority) ได้ออกแถลงถึงกรณี Credit Suisse ว่ายังมีสภาพคล่องเพียงพอ และหากจำเป็นธนาคารกลางทางการพร้อมให้สภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ เพื่อลดความกังวลต่อกลุ่มสถาบันการเงินโดยรวม ซึ่งช่วยลดความกังวลให้กับตลาดได้ในระดับหนึ่ง ในวันที่ 19 มีนาคม 2566 ธนาคาร UBS ที่ใหญ่อันดับ 1 ของสวิตเซอร์แลนด์  ตกลงซื้อ Credit Suisse ในราคา 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ธนาคารกลาง Swiss National Bank (SNB) ให้วงเงินกู้ยืมเพิ่มเติมกว่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ UBS เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการควบรวมกิจการ



ความเห็นของ LHFUND

ทาง LH Fund มองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดแบบรุนแรงในระยะสั้น โดย base case ยังประเมินว่าอาจส่งผลแพร่กระจาย (Contagion Effect) ไปยังภาคการธนาคารและภาคธุรกิจอื่นๆ แบบวงจำกัด เนื่องจาก
  • ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ได้ส่งสัญญาณเข้ามาให้ความช่วยเหลือแล้ว และมองว่าไม่น่าจะปล่อยให้ Credit Suisse ต้องล้มละลายเพราะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ มีธุรกรรมเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน (Too Big To Fail)
  • เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของบริษัท จะเห็นได้ว่าบริษัทมี Common Equity Tier 1 (CET1) ที่ดำรงไว้รับมือสภาวะวิกฤติอยู่ที่ 14.1% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ Basel 3 ที่กำหนดที่ 8% สะท้อนว่าบริษัทยังมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง ช่วยลดความเสี่ยงของระบบการเงินในภาพรวม และหลายๆธุรกิจยังสามารถทำกำไรได้อยู่ โดยหากมีการปรับโครงสร้างและแก้ปัญหาต่างๆในองค์กรได้  จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรกลับมา
  • ระดับราคาที่ลดลงมากส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนวิตกกังวลมากเกินไป จนเกิด Panic Sell จากการที่ได้รับ Feed ข่าวลือเป็นจำนวนมากและเกินจริง (บางส่วนก็เป็นข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว) และอิทธิพลจากข่าวธนาคารที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอย่าง SVB Bank/Signature Bank/Silvergate
  • การเข้าซื้อกิจการ ของ UBS ถือว่าได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงความกังวลกับระบบการเงิน

ทางบลจ.เชื่อว่าหากตลาดเริ่มคลายความกังวลและนักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารหลายๆตัวที่ปรับลงไปมากเริ่มกลับมาสะท้อนตามมูลค่าที่แท้จริง มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน ซึ่งทางบลจ.จะยังคงติดตามความคืบหน้าในเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และหากมีปัจจัยอื่นๆใดที่เปลี่ยนไปจากสมมติฐานหลักของทีมผู้จัดการกองทุนอย่างมีนัยสำคัญ ทางบลจ.จะมีรายงานออกมาแจ้งให้นักลงทุนทราบเพิ่มเติม

ที่มา LH Fund 
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน 








 














 

กรอกข้อมูลเพื่อให้เราติดต่อกลับ