LAND AND HOUSES FUND MANAGEMENT CO.,LTD

ข่าวสารและกิจกรรม

มุมมองการลงทุน





ตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปปรับลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เดือนต.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.2% yoy ทำระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็เพิ่มขึ้น 0.6% mom สูงกว่าคาดการณ์ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าหากอัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและมากกว่าคาดในปีหน้า

มุมมองการลงทุน
ตลาดหุ้น มองไปในระยะ 6 เดือนข้างหน้า หุ้นกลุ่ม Value, Cyclical, และประเทศที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้ เนื่องจากจะมีการกลับมาเปิดเศรษฐกิจ การบริโภคจะดีขึ้น ทำให้มีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น ซึ่งจะทำให้มี fund flow กลับเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น โดยหุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ Emerging Market ที่ยัง laggard และ ASEAN หุ้นเหล่านี้มีโอกาส outperform ตลาดโดยรวมในปีหน้า แม้ในระยะสั้นจะมีโอกาส underperform บ้าง
หุ้นจีน (offshore) นั้นคาดว่ามีโอกาส bottom out ไปแล้วหรืออย่างช้าในช่วงปลายปี โดยเริ่มเห็นสัญญาณการแทรกแซงจากภาครัฐที่บรรเทาลงเช่นมีการเปิดให้ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาสามารถทำกำไรจากการสอนหรือติวสอบผู้ใหญ่ได้ มีการผ่อนคลายกฎเพื่อให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์สามารถระดมเงินได้ง่ายขึ้น รวมถึงการที่ research house ชั้นนำเช่น HSBC, Blackrock, UBS, Fidelity และล่าสุดคือ Goldman Sachs กลับปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน
หุ้นไทย มองว่ากำไรต่อหุ้นจะดีขึ้นในช่วงถัดจากนี้โดยได้รับผลบวกจากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้การบริโภค และการเดินทางเพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อกลุ่ม ธนาคาร, ค้าปลีก, ขนส่ง รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ทั้งกลุ่มที่อยู่อาศัยและนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น
PF&REITs คาด REITs เอเชียรวมถึงไทยมี downside risk ค่อนข้างจำกัด จากราคาที่ laggard และมีปัจจัยหนุนจากการที่จะกลับมาเปิดเศรษฐกิจหลังการฉีดวัคซีนก้าวหน้า นอกจากนี้อัตราเงินปันผลที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับ Global REITs จึงน่าจะ outperform ได้ในปีหน้า


กลยุทธ์การลงทุน และกองทุนที่น่าสนใจ
ระยะยาว ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่า REITs และตราสารหนี้ เนื่องจากคาดว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และอัตราดอกเบี้ยค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างช้าๆ แต่อาจไม่ปรับตัวขึ้นรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา กองทุนแนะนำเช่น

LHTPROP (ระดับความเสี่ยง 8) และ LHPROPIA (ระดับความเสี่ยง 8 และมี FX Risk) ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจหลังผู้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น มีอัตราเงินปันผลและ Earning Yield Gap ปี 2022 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และยัง laggard
LHGROWTH (ระดับความเสี่ยง 6) เนื่องหุ้นไทยมีโอกาสได้ผลดีจากการกลับมาเปิดเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกกับกลุ่ม ธนาคาร, ค้าปลีก, ขนส่ง รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่อยู่อาศัยและนิคมอุตสาหกรรม
LHSMARTDSSF (ระดับความเสี่ยง 5) สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นและ PF&REITs ไทยพร้อมประหยัดภาษี โดยแนะนำทยอยลงทุนเมื่อ SET Index ปรับตัวใกล้ระดับ 1,600 จุด +/-
LHCHINA (ระดับความเสี่ยง 6) โดยมองว่า valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่อัตราการเติบโตของบริษัทที่ลงทุนยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะมี fund flow กลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ laggard ในปีหน้า


Key Event ในสัปดาห์นี้
ต่างประเทศ
-การประชุมผู้นำสหรัฐฯ และจีน ซึ่งหากปธน. สี จิ้น ผิง มีการเชิญปธน. ไบเดนมาร่วมโอลิมปิกในปีหน้าแล้ว
ปธน. ไบเดน ตอบรับจะเป็น sentiment บวกต่อตลาด
GDP Q3/2564 ของยุโรปและญี่ปุ่น และอัตราเงินเฟ้อยูโรโซน
ยอดค้าปลีกใน US, UK และยอดผู้ขอสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐฯ
ภายในประเทศ
-ยอดผลิตรถยนต์เดือน ต.ค.


ที่มา LHFund 12 พ.ย. 64