สรุปภาวะตลาด

U.S.- Israel โจมตี Iran …ประเมินแรงสะเทือนตลาดโลกจะไปในทิศทางไหน?
เกิดอะไรขึ้นในตะวันออกกลาง?
จุดเริ่มต้น: ปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่
· ช่วงกลางวันวันเสาร์ (ตามเวลาภูมิภาค) United States และ Israel เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายยุทธศาสตร์ในอิหร่าน ประธานาธิบดี Trump ระบุว่าเป้าหมายคือ ‘กำจัดภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา’ จากระบอบอิหร่าน
การตอบโต้ทันทีจากอิหร่าน
· อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังอิสราเอล
· มีรายงานผลกระทบต่อหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย UN ระบุว่าการตอบโต้ของอิหร่าน ‘กระทบอธิปไตย’ ของหลายประเทศ ได้แก่ บาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE
จุดเปลี่ยนสำคัญ: การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด
· เช้าวันอาทิตย์ สื่อรัฐอิหร่านรายงานการเสียชีวิตของ Ali Khamenei พร้อมประกาศไว้ทุกข์ 40 วัน สอดคล้องกับที่ Benjamin Netanyahu และ Trump ยืนยันว่าเขา ‘ไม่อยู่แล้ว’
· ต่อมา Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) แถลงว่า สูญเสียผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ และยืนยันเดินหน้าต่อสู้
· นอกจากนี้ มีรายงานว่าผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตรวมประมาณ 48 คน รวมถึงผู้นำทางทหารสำคัญหลายราย
การยกระดับทางทหารต่อเนื่อง
· กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ต่อระบบขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน
· United States Central Command ระบุว่ากำลังดำเนิน ‘ปฏิบัติการที่รวดเร็วและเด็ดขาด’
· รายงานเพิ่มเติมว่าทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บสาหัส 5 นาย ใน Operation Epic Fury
· มีรายงานการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง
· คืนวันอาทิตย์ประธานาธิบดี Trump ยืนยันว่าปฏิบัติการจะดำเนินต่อ ‘ตลอดสัปดาห์หรือเท่าที่จำเป็น’
· IRGC ประกาศจะตอบโต้ ‘อย่างเจ็บปวด’
· อิหร่านตั้งคณะกรรมการ 3 คน บริหารประเทศชั่วคราว ระหว่างกระบวนการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่
· รัฐสภาสหรัฐฯ เตรียมพิจารณา war powers resolution ภายในสัปดาห์นี้
การตอบสนองของตลาด:
· ฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนักในคืนวันอาทิตย์ (ตามเวลาสหรัฐฯ) หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และนักลงทุนเร่งลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง
· อย่างไรก็ตาม ฟิวเจอร์สเริ่มลดช่วงลบลงบางส่วนในเวลาต่อมา ขณะที่ตลาดรอดูทิศทางว่าความขัดแย้งจะพัฒนาไปอย่างไร โดยผู้นำทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าจะดำเนินการต่อ ขณะที่เตหะรานให้คำมั่นว่าจะตอบโต้เพิ่มเติม
· การปรับตัวลงของฟิวเจอร์สเกิดขึ้นหลังจากวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบอยู่แล้ว จากแรงกดดันเรื่องความกังวลต่อ AI และเงินเฟ้อที่ยัง sticky ซึ่งกระตุ้นภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ณ เวลา 22:15 น. ตามเวลาสหรัฐฯ
- S&P 500 Futures ลดลง -0.8% ที่ 6,839.50 จุด
- Nasdaq 100 Futures ลดลงเกือบ -0.8% ที่ 24,814.25 จุด
- Dow Jones Futures ลดลงเกือบ -0.8% ที่ 48,625 จุด โดยก่อนหน้านั้นทั้งสามดัชนีเคยร่วงมากกว่า 1%
กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้
ตลาดการเงินและรัฐบาลทั่วโลกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม รวมถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางการทูตหรือทางทหารในระยะถัดไป ทั้งนี้ ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก โดยหากการสู้รบกระทบการเดินเรือ ราคาน้ำมันอาจเร่งตัว และกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว หลัง S&P 500 ปิดเดือนก.พ.ติดลบ หุ้นกลุ่ม AI และซอฟต์แวร์ถูกกดดันจากความกังวลเรื่อง Business Model Disruption
ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันคือ ‘Geopolitical Shock’ ที่เกิดขึ้นในจังหวะที่ Sentiment ตลาดอ่อนแรง ทิศทางต่อจากนี้ขึ้นกับ ‘ระดับการลุกลาม‘ ของความขัดแย้ง กลยุทธ์หลักคือ ไม่ไล่ราคาในจังหวะ Panic, รอจังหวะประเมินสถานการณ์ชัดเจน, ใช้ความผันผวนเพื่อปรับพอร์ตอย่างมีวินัย โดยเราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Defensive และ Commodity อย่างกลุ่ม Defense, Healthcare, Gold และ Copper
กองทุนแนะนำ
· LHCOPPER: กองทุนลงทุนในเหมืองทองแดง เพื่อรับโอกาสทั้งจากวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Cycle) และบทบาทเชิงโครงสร้างของทองแดงในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ของโลกยุคใหม่
· LHGDEFENSE: กองทุนธีมอุตสาหกรรมกลาโหมโลก รับโอกาสจากโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar World และงบประมาณกลาโหมทั่วโลกเข้าสู่ Supercycle ใหม่ (เปิด IPO 25 ก.พ. – 6 มี.ค. 2026)
ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และรักษาวินัยในการบริหารความเสี่ยงโดยใช้แนวทางล็อคกำไร (Profit Locking) และป้องกันความเสี่ยง (Stop Loss) อย่างเคร่งครัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตการลงทุน
Source: CNBC, Investingcom, Reuters, AP News, The Guardian
LHFund 2 มี.ค. 2026
