Loading...
Loading...


ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในเดือน ส.ค. แม้ราคาพลังงานและ Bond Yield อยู่ในระดับสูง โดย S&P 500 +2.62%, Nasdaq +3.93% และ Dow Jones +1.34% จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกลุ่ม Technology และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ STOXX Europe 600 +0.29% นำโดย Financials และ Industrials ส่วน Nikkei 225 +3.03% และ TOPIX +3.82% จาก Earnings ที่แข็งแกร่งและแรงซื้อที่กระจายออกนอกหุ้น Technology ขนาดใหญ่
ตลาดเกิดใหม่เอเชียเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดย Hang Seng -1.23% ขณะที่ CSI 300 ปรับตัวเล็กน้อยที่ +0.80% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดยังเป็นแรงกดดัน แม้หุ้น AI และ Technology ช่วยประคองตลาด A-share ด้าน KOSPI +3.40% และ TAIEX +6.98% ฟื้นตัวตาม AI Momentum และแนวโน้มกำไร Semiconductor ที่แข็งแกร่ง สวนทางกับ Nifty 50 -1.24% และ Sensex -1.46% จากราคาน้ำมันที่สูง ความกังวลต่อ Fed Hike และ Fund Flow ต่างชาติที่อ่อนแอ
ในอาเซียน SET -1.75% จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติและความไม่แน่นอนของปัจจัยภายในประเทศ ขณะที่ VN-Index +5.55% ฟื้นตัวจากการปรับฐานในเดือนก่อน ตามสภาพคล่องของนักลงทุนในประเทศและความคาดหวังต่อการยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนาม
ซึ่งการปรับขึ้นของตลาดหุ้นโลกในเดือน ส.ค. มีปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. Earnings แข็งแกร่งและเริ่มกระจายตัว
Earnings Growth ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดย Technology และ Energy เป็นผู้นำ ขณะที่การเติบโตเริ่มกระจายไปยังอุตสาหกรรมอื่น ส่งผลให้ประมาณการกำไรตลาดหุ้นโลกปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น +34% YoY ทั้งหุ้น Growth และ Value จึงปรับขึ้นเท่ากันที่ +2.6% ส่วนหุ้นขนาดเล็ก +2.9% สอดคล้องกับ Composite PMI ที่ยังอยู่เหนือระดับ 50
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า Earnings Momentum ที่แข็งแกร่งช่วยให้ตลาดรับมือกับ Bond Yield ที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม Upside ระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความต่อเนื่องของกำไรมากขึ้น เนื่องจากโอกาสเกิด Valuation Expansion เริ่มจำกัด
2. AI Momentum กลับมา แต่ตลาดเลือกหุ้นมากขึ้น
หุ้น Technology ฟื้นตัวหลังปรับฐานในเดือน ก.ค. โดย Semiconductor รีบาวด์ตามผลประกอบการของ Nvidia ขณะที่ Software ให้ผลตอบแทนดีกว่า หลังผลประกอบการช่วยคลายความกังวลต่อ AI Disruption อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่แตกต่างกันระหว่าง Nvidia และ Broadcom สะท้อนว่าตลาดเริ่มเลือกบริษัทที่สามารถเปลี่ยน AI Investment เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างชัดเจน
3. Energy และ AI Capex หนุน Higher-for-Longer
Bond Yield ทั่วโลกปรับขึ้น โดย U.S. 30Y Yield สูงกว่า 5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่ German 10Y Yield อยู่ใกล้ 3.25% และ Japan 10Y Yield เข้าใกล้ 3% จากเงินเฟ้อ การกู้ยืมของภาครัฐ และความต้องการเงินทุนเพื่อสร้าง AI Infrastructure ด้าน WTI และ Brent +0.5 ถึง 1.3% MoM ปิดเดือนใกล้ 86 และ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อุปทานจากประเทศนอก OPEC ที่เพิ่มขึ้นช่วยจำกัดราคาไม่ให้ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาพลังงานที่สูง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และการระดมทุนเพื่อรองรับ Data Center Capex ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ และยุโรปเพิ่มขึ้นราว 13–30 bps สะท้อนว่า Higher-for-Longer ไม่ได้มาจากนโยบายการเงินเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวในเดือน ส.ค. โดย S&P 500 +2.62% และ Nasdaq +3.93% MoM หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ปิดฤดูกาลอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Nvidia ซึ่งรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด ช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อ AI Investment Cycle อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของหุ้น Technology ขนาดใหญ่ยังแตกต่างกัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มเลือกบริษัทที่มี Earnings Visibility และสามารถเปลี่ยน AI Capex เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างชัดเจน
ในไตรมาส 2/2026 บริษัทใน S&P 500 จำนวน 87% รายงาน EPS สูงกว่าคาด และ 77% รายงานรายได้สูงกว่าคาด ขณะที่ Net Profit Margin เพิ่มขึ้นสู่ 17.0% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 แรงส่งมีแนวโน้มต่อเนื่องเข้าสู่ไตรมาส 3/2026 โดย FactSet คาดกำไรเติบโต +28.5% YoY เพิ่มขึ้นจาก +26.6% เมื่อต้นไตรมาส และมีบริษัทให้ Positive EPS Guidance 70 แห่ง มากกว่า Negative Guidance ที่ 41 แห่ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังนำโดย Technology ซึ่งคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น +62.6% YoY แต่หากไม่รวม Semiconductor จะชะลอเหลือ +23.4% YoY สะท้อนว่าแรงส่งส่วนใหญ่ยังพึ่งพาธีม AI แม้ประมาณการกำไรของ Energy และ Financials เริ่มถูกปรับขึ้นและช่วยให้การเติบโตกระจายตัวมากขึ้นก็ตาม
ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังสนับสนุนตลาด โดย Flash U.S. Composite PMI เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 52 เดือน อย่างไรก็ตาม S&P 500 Equal Weight ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีแบบ Market-cap Weight เล็กน้อย สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนของตลาดยังคงพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่ แม้ Earnings Growth เริ่มกระจายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น
แนวโน้มระยะถัดไป: ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง โดย FactSet คาดกำไร S&P 500 เติบโต +31.5% ในปี 2026 และ +15.0% ในปี 2027 ขณะที่ประมาณการไตรมาส 3 ยังคงถูกปรับเพิ่มและ Positive Guidance อยู่เหนือค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม Earnings Growth ยังกระจุกตัวใน Energy, Semiconductor และบริษัท Technology ขนาดใหญ่บางส่วน ประกอบกับ Forward P/E ที่ 19.5 เท่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีเล็กน้อย ทำให้ Upside ระยะถัดไปต้องขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไรมากกว่าการขยายตัวของ Valuation
ตลาดหุ้นยุโรปปรับขึ้นอย่างจำกัดในเดือน ส.ค. โดย STOXX Europe 600 +0.29% MoM ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของ Financials และ Industrials อย่างไรก็ตาม ตลาดให้ผลตอบแทนต่ำกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติและ Bond Yield ที่สูง รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการคลังของฝรั่งเศสยังจำกัด Upside
ผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตประมาณ +25% YoY และสูงกว่าคาดราว 4% นำโดย Utilities, Energy และ Healthcare ขณะที่ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร STOXX Europe 600 ปี 2026 เป็น +15% จาก Earnings Momentum ใน Technology, Industrials, Utilities และ Financials อย่างไรก็ตาม การเติบโตมีแนวโน้มชะลอสู่ระดับ Mid-single Digit ในปี 2027 เมื่อแรงหนุนจากราคาพลังงานลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้นกดดัน Margin
ด้าน Valuation ตลาดซื้อขายที่ Forward P/E 14.6 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีตและต่ำกว่าสหรัฐฯ ขณะที่ FCF Yield อยู่ที่ 5.3% เทียบกับ S&P 500 ที่ 3.6% อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่สูงขึ้นทำให้ความได้เปรียบด้าน Yield ของหุ้นยุโรปลดลง ขณะที่ราคาก๊าซและระดับสินค้าคงคลังที่ต่ำยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัท
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย STOXX Europe 600 ระยะ 12 เดือนที่ 695 จุด หรือ Upside ราว 7% โดยมองตลาดเชิงบวกแต่เน้น Selectivity ให้น้ำหนักกับ Technology, Banks, Defence, Telecoms และ Renewables พร้อมให้น้ำหนักหุ้นเยอรมนีเนื่องจากมีแรงหนุนจาก Fiscal Stimulus และกิจกรรมเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
ฟื้นตัวในเดือน ส.ค. โดย KOSPI +3.40% MoM ตามการกลับมาของ AI และ Semiconductor Momentum หลังปรับฐานแรงในเดือนก่อน ขณะที่การซื้อหุ้นคืนของ Samsung Electronics และ SK Hynix ช่วยประคองตลาด แม้นักลงทุนต่างชาติยังลดน้ำหนักหุ้น Technology
ด้าน Valuation KOSPI ซื้อขายที่ 12M Forward P/E 5.6 เท่า ใกล้ระดับต่ำสุดในอดีตที่ 5.1 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 10.0 เท่า ขณะที่กลุ่ม Technology ซื้อขายที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเช่นกัน**** สะท้อนว่าราคาหุ้นยังไม่ได้ตอบรับ Earnings Upgrade เต็มที่ อย่างไรก็ตาม Valuation ที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจาก Forward EPS ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องติดตามว่าผลประกอบการจะเป็นไปตามประมาณการหรือไม่
Fund Flow ต่างชาติยังเป็นแรงกดดัน ส่งผลให้ Foreign Ownership ในกลุ่ม Semiconductor ลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่า 2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการถือครองหุ้น Semiconductor ของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับ FTSE Rebalancing ซึ่ง Goldman Sachs คาดว่าจะสร้าง Passive Inflow เข้าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ราว 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. อาจช่วยชดเชยแรงขายและลดแรงกดดันต่อตลาดในระยะสั้น
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย KOSPI ระยะ 12 เดือนที่ 12,000 จุด ขณะที่ Consensus คาด EPS ของ MSCI Korea เติบโต +339.5% ในปี 2026 จากฐานต่ำ และ +37.8% ในปี 2027 โดยประมาณการ EPS ของ KOSPI ทั้งสองปียังถูกปรับขึ้น +16% และ +18% ตามลำดับในช่วง 3 เดือน สะท้อน Earnings Momentum ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของกำไรกลุ่ม Semiconductor และการกลับมาของ Fund Flow ต่างชาติ
เคลื่อนไหวแตกต่างกันในเดือน ส.ค. โดย CSI 300 ปรับตัวเล็กน้อยที่ +0.80% MoM ขณะที่ Hang Seng -1.23% แม้กำไรของบริษัทใน CSI 300 และ Hang Seng จะเติบโตประมาณ +23% YoY แต่กำไรรวมยังต่ำกว่าประมาณการของตลาดราว 3% และ 7% ตามลำดับ สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับ Earnings Surprise มากกว่าการเติบโตจากฐานปีก่อน โดยหุ้นจีน Offshore ถูกกดดันมากกว่า ขณะที่หุ้น AI, Technology และ Energy ช่วยประคองตลาด A-share
Earnings Growth ยังมีความแตกต่างสูงระหว่างอุตสาหกรรม โดยผลประกอบการของ All China Market เติบโตประมาณ +22% YoY แต่เหลือเพียง +15% สำหรับ MSCI China และ +4% เมื่อไม่รวม Financials สะท้อนว่าการเติบโตยังกระจุกตัวใน Energy, Financial Services, Materials, Insurance และ Semiconductor ขณะที่ Consumer, Food & Beverage และบริษัทที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ
ด้าน Fund Flow นักลงทุนจีนแผ่นดินใหญ่ยังซื้อหุ้นฮ่องกงผ่าน Southbound Connect โดยมียอดซื้อสุทธิราว 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี ช่วยจำกัดแรงกดดันต่อหุ้นฮ่องกง อย่างไรก็ตาม Manufacturing PMI เดือน ส.ค. อยู่ที่ 49.2 และ Services PMI ที่ 49.3 ต่ำกว่าระดับ 50 ทั้งคู่ ขณะที่กำไรภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากเดือนก่อน สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง แม้ทางการเริ่มเพิ่มมาตรการสนับสนุนการระดมทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย CSI 300 ระยะ 12 เดือนที่ 5,500 จุด หรือ Upside ราว 19% ขณะที่ให้เป้าหมาย MSCI Hong Kong ที่ 17,800 จุด คิดเป็น Upside ราว 11% โดยคาด EPS ปี 2026 เติบโต +20% สำหรับ CSI 300 และ +10% สำหรับ MSCI Hong Kong อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดยังขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้น อุปสงค์ภายในประเทศ และการกลับมาของ Positive Earnings Surprise
ฟื้นตัวในเดือน ส.ค. โดย TAIEX +6.98% MoM หลังปรับฐานในเดือนก่อน ตามการกลับมาของ AI และ Semiconductor Momentum ขณะที่แรงซื้อกระจายจาก TSMC ไปยัง Tech Hardware และหุ้น Semiconductor ขนาดกลาง สะท้อนว่าการฟื้นตัวของธีม AI มีความกว้างมากขึ้น
Fund Flow ต่างชาติกลับมาเป็นแรงสนับสนุน โดยในเดือน ส.ค. นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไต้หวันราว 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกระจุกตัวในหุ้น Technology นอกจากนี้ FTSE Rebalancing เดือน ก.ย. คาดว่าจะสร้าง Passive Inflow อีกราว 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เข้าสู่ Tech Hardware และ Semiconductor
ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไต้หวันยังแข็งแกร่ง โดยกำไรรวมเติบโต +174% YoY และ +34% QoQ ขณะที่ 49% ของบริษัทมีกำไรสูงกว่าคาด เทียบกับ 37% ที่ต่ำกว่าคาด และมี Median Earnings Surprise ที่ +14% นำโดย Semiconductor, Tech Hardware, Commodities และ Capital Goods
ด้าน Valuation TAIEX ซื้อขายที่ 12M Forward P/E 17.7 เท่า สะท้อนว่าตลาดตอบรับแนวโน้มกำไรไปพอสมควรแล้ว และอาจอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Fund Flow และผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย TAIEX ระยะ 12 เดือนที่ 54,000 จุด หรือ Upside ราว 16% โดยคาด EPS เติบโต +62% ในปี 2026 และ +30% ในปี 2027 ขณะที่ Earnings Revision และ Passive Inflow ยังเป็นแรงสนับสนุน อย่างไรก็ตาม Valuation ที่อยู่ในระดับสูงทำให้ Upside ระยะถัดไปต้องอาศัยความต่อเนื่องของกำไรและการขยายตัวของ AI Demand
ปรับตัวขึ้นในเดือน ส.ค. โดย Nikkei 225 +3.03% และ TOPIX +3.82% MoM ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง การลงทุน Data Center ในสหรัฐฯ และนโยบายการคลังภายในประเทศที่ผ่อนคลาย ส่งผลให้แรงซื้อกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรม และช่วยให้ TOPIX ซึ่งมีฐานหุ้นกว้างกว่าให้ผลตอบแทนดีกว่า Nikkei 225
ผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2026 แข็งแกร่งกว่าคาด โดย Recurring Profit ของบริษัทญี่ปุ่นเติบโตราว +50% YoY เทียบกับตลาดคาดที่ประมาณ +25% ขณะที่ ROE และ Operating Margin ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12.1% และ 9.0% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม Nomura ประเมินว่าประมาณครึ่งหนึ่งของ Earnings Surprise มาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน การคืนภาษีศุลกากร และการตีราคาสินค้าคงคลัง ทำให้นักลงทุนยังตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกำไรและไม่ไล่ซื้อหุ้นอย่างเต็มที่
ด้าน Valuation ตลาดเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น โดย TOPIX ซื้อขายที่ P/E ราว 16–17 เท่า และ Nikkei 225 ที่ประมาณ 22–23 เท่า ซึ่งสูงกว่ากรอบเฉลี่ยในอดีต ดังนั้น Upside ระยะถัดไปจึงต้องพึ่งพาการเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก รวมถึงเงินปันผลและ Share Buyback มากกว่าการขยายตัวของ Valuation Multiple
แนวโน้มระยะถัดไป: Earnings Revision ยังคงเป็นแรงสนับสนุน โดย Goldman Sachs คาด EPS Growth ของ TOPIX ที่ +19% ใน FY2026 และ +10% ใน FY2027 พร้อมให้เป้าหมายระยะ 12 เดือนที่ 4,600 จุด หรือ Upside ราว 11% ขณะที่ Nomura ประเมิน Shareholder Returns ใน FY2026 เพิ่มขึ้น +23.3% YoY สู่ 55.6 ล้านล้านเยน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามคุณภาพของกำไรและความเสี่ยงจาก JGB Yield โดยเฉพาะกรณีที่ Yield เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเติบโตของ Nominal GDP ซึ่งอาจกดดัน Valuation และทำให้ตลาดต้องเลือกหุ้นมากขึ้น
ปรับตัวลงในเดือน ส.ค. โดย Nifty 50 -1.24% และ Sensex -1.46% MoM จากราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่ Autos, Consumer Staples และ Healthcare ถูกกดดันมากกว่าตลาด
เศรษฐกิจภายในประเทศยังแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวดีกว่าคาด ส่งผลให้ Goldman Sachs ปรับเพิ่มประมาณการ GDP Growth ปี 2026 เป็น +7.6% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งยังไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจาก Fund Flow ได้ทั้งหมด โดยสัดส่วนการถือครองหุ้นอินเดียของนักลงทุนต่างชาติลดลงสู่ 15.4% ต่ำสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศยังเป็นแรงซื้อสำคัญ
ด้าน Valuation ตลาดหุ้นอินเดียยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดย MSCI India ซื้อขายที่ 12M Forward P/E ประมาณ 20 เท่า หรือมี Premium ราว 82% เมื่อเทียบกับตลาดเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และ Earnings Disappointment
แนวโน้มระยะถัดไป: Goldman Sachs ให้เป้าหมาย Nifty ที่ 26,500 จุดภายในเดือน มิ.ย. 2027 คิดเป็น Upside ราว 9% โดยคาดกำไร MSCI India ปี 2026 เติบโต +10%
ฟื้นตัวในเดือน ส.ค. โดย VN-Index +5.55% MoM หลังปรับฐานในเดือนก่อน แรงซื้อกระจายจากหุ้นขนาดใหญ่ไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยมี Technology, Consumer Discretionary และ Energy เป็นกลุ่มนำ สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดที่มีฐานกว้างขึ้น
สภาพคล่องในตลาดทรงตัว โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 579 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง -2.9% MoM นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิราว 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เริ่มกลับมาซื้อเป็นบางช่วง โดยเฉพาะหุ้น Technology และ Securities
ปัจจัยภายในประเทศยังสนับสนุนตลาด โดยอัตราดอกเบี้ย Interbank ข้ามคืนลดลง 190 bps สู่ 3.01% หลังธนาคารกลางเวียดนามผ่อนคลายสภาพคล่อง พร้อมเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษวงเงิน 220 ล้านล้านVND สำหรับ SMEs และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะที่การปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจช่วยหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ด้านเศรษฐกิจ ยอดค้าปลีกในช่วง 8 เดือนแรกเพิ่มขึ้น +13.3% YoY ขณะที่ PMI อยู่เหนือระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น +55.4% YoY
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีแรงสนับสนุนจากสภาพคล่องในระบบธนาคารที่เริ่มดีขึ้น การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ และแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ขณะที่การพิจารณายกระดับสถานะตลาดโดย FTSE Russell เป็นอีกปัจจัยบวก โดยหากเวียดนามได้รับน้ำหนักประมาณ 0.49% ในดัชนีตลาดเกิดใหม่ อาจดึงดูด Passive Inflow มากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในเดือน ส.ค. โดย SET Index -1.75% MoM ปิดที่ 1,595.16 จุด ท่ามกลาง Bond Yield สหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงขายใน DELTA และหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ ฉุดดัชนี โดยกลุ่ม Electronic Components และ ICT ลดลง -9% และ -7% ตามลำดับ สวนทางกับกลุ่ม Energy ที่เพิ่มขึ้น +1%
กิจกรรมซื้อขายชะลอลง โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง -14.2% MoM สู่ 74,600 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 24,600 ล้านบาทในเดือน ส.ค. อย่างไรก็ตาม ยอดซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปียังอยู่ที่ประมาณ 51,400 ล้านบาท สะท้อนว่าแรงขายในเดือนดังกล่าวยังไม่ลบล้างกระแสเงินทุนไหลเข้าที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีทั้งหมด
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2026 ขยายตัว +1.9% YoY ดีกว่าคาด แม้ยังไม่เพียงพอชดเชย Sentiment เชิงลบจากต่างประเทศในระยะสั้น แต่สะท้อนว่าเศรษฐกิจภายในประเทศยังมีแรงส่งต่อเนื่อง
แนวโน้มระยะถัดไป: ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตาม GDP Growth ที่คาดเร่งจาก +1.8% ในปี 2026 เป็น +2.1% ในปี 2027 โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการ Co-payment การลงทุนของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่บัญชีเดินสะพัดคาดฟื้นจากขาดดุล 1.3% ของ GDP ในปี 2026 กลับมาเกินดุล 0.1% ในปี 2027 ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทและความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของนักลงทุนต่างชาติ
ด้านผลประกอบการ Goldman Sachs คาดกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเติบโต +16% ในปี 2026 ขณะที่ SET ซื้อขายที่ P/B ราว 1.5 เท่า และมี Dividend Yield ประมาณ 4.0% สะท้อนความน่าสนใจทั้งด้าน Valuation และกระแสรายได้ โดยเฉพาะสำหรับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
Global Government Bonds ให้ผลตอบแทนรวม +0.4% ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยเพิ่มผลตอบแทนของพันธบัตรนอกสหรัฐฯ เมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์ ขณะที่ผลตอบแทนในสกุลเงินท้องถิ่นแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนรวม +0.3% ในเดือน ส.ค. โดย Yield Curve ปรับชันขึ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือน จากความกังวลด้านตะวันออกกลาง ฐานะการคลัง และอุปทานตราสารหนี้ของกลุ่ม AI Hyperscalers ซึ่งกดดันราคาพันธบัตรระยะยาว ก่อนกลับมาแบนลงในช่วงครึ่งหลัง หลัง U.S. Treasury ประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ช่วยลดแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาว ขณะที่ถ้อยแถลงเชิง Hawkish ของ Fed Chair Warsh ดัน Yield ระยะสั้นขึ้น ส่งผลให้ตลอดเดือน U.S. 2Y Yield เพิ่มขึ้น 7 bps สู่ 4.34% ส่วน U.S. 30Y Yield ลดลง 1 bp สู่ 5.24% โดยการฟื้นตัวของพันธบัตรระยะยาวและดอกเบี้ยรับช่วยให้ผลตอบแทนรวมยังเป็นบวก
พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ ให้ผลตอบแทน +0.2% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีและญี่ปุ่นให้ผลตอบแทน -0.5% และ -0.9% ตามลำดับ โดย German 10Y Bund Yield แตะระดับสูงสุดใหม่ของวัฏจักรที่ 3.32% ส่วน Japan 10Y Yield เพิ่มขึ้นสู่ 2.95% จากเงินเฟ้อที่เร่งตัว นโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย และความคาดหวังว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมิน
ด้าน Corporate Bonds ดัชนี Global Investment Grade ให้ผลตอบแทนรวม +0.6% แม้ Credit Spread ทรงตัวจาก Supply ตราสารหนี้ของกลุ่ม Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Global High Yield ให้ผลตอบแทน +1.0% และ Spread แคบลง 15 bps สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 12 เดือน จากอุปทานตราสารใหม่ที่จำกัดและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
แนวโน้มระยะถัดไป: Bond Yield มีแนวโน้มผันผวนในระดับสูงตามข้อมูลเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายของธนาคารกลาง และอุปทานตราสารหนี้ พันธบัตร Investment Grade ยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่ High Yield มีส่วนชดเชยความเสี่ยงลดลง หลัง Credit Spread แคบลงมาก จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน
ราคาทองคำปรับขึ้นประมาณ +10% ในเดือน ส.ค. หลังการประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรของ U.S. Treasury ทำให้ความกังวลด้านวินัยการคลังและแนวคิด Debasement Trade หรือการถือสินทรัพย์จริงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินกลับมาได้รับความสนใจ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงและอุปสงค์ทองคำที่แข็งแกร่งช่วยหนุนราคาเพิ่มเติม
เงินทุนไหลเข้า ETF กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดย GLD ซึ่งเป็น Physical-backed ETF ขนาดใหญ่ พลิกจากการถูกไถ่ถอนต่อเนื่องมามีเงินไหลเข้าสุทธิราว 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. กระแสเงินทุนดังกล่าวสร้างความต้องการซื้อโลหะจริง ขณะที่ราคาที่ปรับขึ้นช่วยเสริม Sentiment และดึงดูดเงินทุนไหลเข้าเพิ่มเติม
นอกจากนี้ แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางยังฟื้นตัวในไตรมาส 2/2026 หลังชะลอลงในไตรมาสก่อน โดยความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังและการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ยังสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ ปัจจัยดังกล่าวช่วยลดความอ่อนไหวของราคาทองคำต่อ Real Yield ที่อยู่ในระดับสูง
แนวโน้มระยะถัดไป: ทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากเงินทุนไหลเข้า ETF การซื้อของธนาคารกลาง และอุปสงค์ทองคำจริงที่แข็งแกร่ง หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาดจนทำให้ดอลลาร์และ Bond Yield ลดลง อาจเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำปรับขึ้นต่อ ในทางกลับกัน หาก Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าคาดจนดอลลาร์กลับมาแข็งค่า อาจทำให้การปรับขึ้นของทองคำชะลอลงในระยะสั้น
ตลาดการเงินยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แม้ Bond Yield อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย กลยุทธ์เดือน ก.ย. จึงควรรักษาน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง พร้อมเพิ่มการคัดเลือกและกระจายการลงทุน
1. Higher-for-Longer ยังอยู่ต่อ - เงินเฟ้อ การกู้ยืมของภาครัฐ และความต้องการเงินทุนสำหรับ AI Capex มีแนวโน้มทำให้ Bond Yield และต้นทุนเงินทุนอยู่ในระดับสูง จึงควรเน้นตราสารหนี้คุณภาพดีอายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อรับ Carry และลดความเสี่ยงจาก Duration
2. AI ยังแข็งแกร่ง แต่ต้อง Selective - ผลประกอบการของ Nvidia ยืนยันว่า AI Investment Cycle ยังเดินหน้าต่อ แต่ผลตอบแทนภายในห่วงโซ่เริ่มแตกต่างกันมากขึ้น จึงเน้นบริษัทใน AI Infrastructure เช่น ระบบไฟฟ้า Semiconductor และ Data Center ที่มีอุปสงค์และกระแสเงินสดชัดเจน
3. กระจายพอร์ตรับ Geopolitical Risk - ตลาดหุ้นยังรับมือกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงได้ดี แต่ความเสี่ยงดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและ Bond Yield จึงควรกระจายการลงทุนทั้งในเชิงภูมิภาคและสินทรัพย์
หุ้นสหรัฐฯ ยังเหมาะเป็นแกนหลักจาก Earnings Growth และความได้เปรียบด้าน AI ควบคู่กับการกระจายไปยังยุโรปและเอเชีย ซึ่ง Earnings Momentum กำลังฟื้นตัวและยังไม่สะท้อนใน Valuation ทั้งหมด พร้อมใช้ตราสารหนี้คุณภาพดีอายุสั้นถึงปานกลางและสินทรัพย์เชิงรับเพื่อเพิ่มความทนทานของพอร์ต
จากมุมมองดังกล่าว LHFund แนะนำจัดพอร์ตแบบ Core–Satellite เพื่อรักษาโอกาสรับผลตอบแทนจาก Earnings Growth ควบคู่กับการลดความเสี่ยงจาก Higher-for-Longer และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
Core Portfolio: ใช้ Global Equity เป็นแกนหลัก เพื่อกระจายการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ควบคู่กับ Global Investment Grade Bonds อายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อสร้างรายได้จาก Carry และลดความเสี่ยงจากการถือ Duration ยาว
Satellite Portfolio ใช้ Barbell Strategy แบ่งเป็นสองฝั่ง ได้แก่
ฝั่งสร้างการเติบโต: เน้น AI, AI Infrastructure และ Financials โดยเลือกบริษัทที่มีแนวโน้มกำไร กระแสเงินสด และฐานะการเงินแข็งแกร่ง
ฝั่งเพิ่มความทนทานของพอร์ต: เน้น Healthcare หุ้นปันผลคุณภาพ และ Gold เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลด้านวินัยการคลัง และความผันผวนของตลาด
โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้พอร์ตมีส่วนร่วมกับ AI Investment Cycle และการเติบโตของกำไร ขณะเดียวกันก็ลดการกระจุกตัว เพิ่มรายได้จาก Carry และมีสินทรัพย์รองรับเมื่อความผันผวนกลับมาเพิ่มขึ้น
Source: Investing.com, Bloomberg, Morgan Stanley, BlackRock, JPMorgan, Goldman Sachs, Nomura, World Gold Council และ Reuters
Data as of : 8 Sep 2026
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน