Loading...
Loading...


ตลาดหุ้นโลกในเดือน ก.ค. เคลื่อนไหวแตกต่างกันตามโครงสร้างของแต่ละตลาด โดยแรงขายหุ้น Technology กดดัน S&P 500 -0.83% และ Nasdaq -4.35% MoM ขณะที่ STOXX Europe 600 +1.28% จากแรงหนุนของกลุ่ม Financials และ Industrials ส่วนญี่ปุ่น Nikkei 225 -8.14% จากน้ำหนักหุ้น Semiconductor ที่สูง สวนทางกับ TOPIX +0.21% ซึ่งได้แรงประคองจากกลุ่ม Financials, Industrials และหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ
ตลาดเอเชียมีความแตกต่างสูงเช่นกัน โดย Hang Seng +13.13% สวนทางกับ CSI 300 -7.86% MoM สะท้อนแรงซื้อที่กระจุกตัวในหุ้นจีน Offshore ขณะที่ตลาดซึ่งพึ่งพา Semiconductor Supply Chain เผชิญแรงขายรุนแรง โดย KOSPI -22.19% และ TAIEX -6.52% ส่วน Nifty 50 +2.17% จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและ Fund Flow ต่างชาติที่ฟื้นตัว
ในอาเซียน SET +2.01% MoM ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศและการหมุนเงินเข้าสู่หุ้นที่มี Valuation ต่ำ ขณะที่ Vietnam Index -6.68% จาก Fund Flow ต่างชาติที่ยังอ่อนแอ
ตลาดในเดือน ก.ค. ถูกขับเคลื่อนด้วยสองประเด็นหลัก หนึ่งคือ ช่วงต้นเดือนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผลักดันราคาน้ำมัน Brent ขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลชั่วคราว เพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและ Bond Yield พร้อมหนุนหุ้นพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย จุดสนใจของตลาดจึงเปลี่ยนไปสู่ประเด็นที่สองคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 และความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยน AI Capex ให้เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดอย่างยั่งยืน
ตลาดไม่ได้สูญเสียความเชื่อมั่นต่อ AI Investment Cycle แต่เปลี่ยนจากการซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในวงกว้างไปสู่การคัดเลือกบริษัทที่มี Monetization ชัดเจน แม้ Hyperscalers บางรายยังรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่หุ้น Semiconductor และ AI Beneficiaries เผชิญแรงขายจาก Valuation ที่สูง ความกังวลต่อข้อจำกัดการส่งออกชิป ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน และการลด Leverage ของ Hedge Funds ส่งผลให้ MSCI World Semiconductors -13.2% และ MSCI World Information Technology -4.1% MoM
เม็ดเงินจึงหมุนเข้าสู่หุ้นที่มี Valuation ต่ำกว่า โดยเฉพาะ Energy +8.8% และ Financials +6.5% MoM ส่งผลให้หุ้น Value +3.6% ให้ผลตอบแทนเหนือหุ้น Growth -2.5% สะท้อนว่า Market Leadership เริ่มกระจายจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่กลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม
ในทางกลับกัน ตลาดเกิดใหม่อ่อนแอที่สุด โดย MSCI Emerging Markets -3.0% และ MSCI Asia ex-Japan -3.2% MoM เนื่องจากมี Exposure ต่อ Semiconductor และ Hardware Supply Chain สูง ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังมีแรงรองรับจาก Hyperscalers และ Software นอกจากนี้ แรงขายใน SK Hynix และ Samsung Electronics ยังถูกขยายจากการลด Leverage ผ่าน Single-Stock ETFs ส่งผลให้ตลาดเกาหลีใต้และไต้หวันปรับตัวลงแรงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวแตกต่างกันในเดือน ก.ค. โดย S&P 500 -0.83% และ Nasdaq -4.35% MoM จากแรงขายในหุ้น Technology และ Semiconductor หลัง Momentum และ Valuation ปรับขึ้นสูง ขณะที่ Dow Jones +0.32% จากการหมุนเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 โดยรวมยังแข็งแกร่ง แต่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับคุณภาพและความยั่งยืนของกำไร มากกว่าการรายงานตัวเลขสูงกว่าคาดเพียงอย่างเดียว
ณ สิ้นเดือน ก.ค. บริษัทใน S&P 500 รายงานผลประกอบการแล้ว 61% โดย 64% มีกำไรสูงกว่า Consensus อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กำไรของดัชนีเติบโต +45% YoY สูงกว่าคาดก่อนเปิดฤดูกาลที่ +22% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวรวมกำไรจากการลงทุนของ Alphabet, Amazon และ Microsoft หากไม่รวมรายการเหล่านี้ กำไรยังเติบโต +26% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ส่วนบริษัทค่ากลางในดัชนีมีกำไรเพิ่มขึ้น +12% สูงกว่าคาดเดิมที่ +9% สะท้อนว่า Earnings Growth เริ่มกระจายออกนอกหุ้นขนาดใหญ่
ด้าน AI Investment Cycle ผลประกอบการของ Hyperscalers เริ่มยืนยันการ Monetization ที่ชัดเจนขึ้น โดยรายได้ Cloud เติบโต +48% YoY เร่งขึ้นจาก +39% ในไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตาม Capex ยังเพิ่มเร็วกว่ากระแสเงินสด โดย Hyperscalers ลงทุนรวม 182 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาส 2 แต่สร้าง Free Cash Flow ได้เพียง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมระดมทุนผ่านหนี้และหุ้นรวม 101 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ Consensus คาด Capex ปี 2027 จะเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจสูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อเนื่องในช่วงปี 2026-2028
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI Investment Cycle จะชะลอลงหรือไม่ แต่คือบริษัทใดสามารถเปลี่ยน Capex เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างคุ้มค่า โดย AI Infrastructure สร้างเกือบหนึ่งในสามของการเติบโตของกำไร S&P 500 ในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งในช่วงที่เหลือของปี 2026 อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Technology ตอบรับต่อ Earnings Beat ค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่าความคาดหวังส่วนใหญ่ถูกสะท้อนในราคาแล้ว
แนวโน้มระยะถัดไป ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง โดย Consensus ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2027 ในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่ Goldman Sachs คาด EPS เพิ่มจาก 275 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 เป็น 340 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 และ 385 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2027 หรือเติบโต +24% และ +13% ตามลำดับ พร้อมให้เป้าหมาย S&P 500 ระยะ 6 เดือนที่ 8,000 จุด คิดเป็น Upside ราว 8% อย่างไรก็ตาม Forward P/E ที่ประมาณ 20 เท่าสะท้อนว่า Valuation อยู่ในระดับตึงตัว ทำให้ Upside ระยะถัดไปต้องขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไรและความสามารถในการเปลี่ยน AI Capex เป็นกระแสเงินสด มากกว่าการขยายตัวของ Valuation
เคลื่อนไหวในกรอบแคบ แต่ทำผลงานได้ดีกว่าหลายภูมิภาคในเดือน ก.ค. โดย STOXX Europe 600 +1.28% MoM โดยแรงซื้อในกลุ่ม Financials และ Industrials ช่วยชดเชยแรงขายใน Technology ท่ามกลางการหมุนเงินจากหุ้น Growth ที่มี Valuation สูงเข้าสู่หุ้น Value และกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม
ผลประกอบการ 1H2026 แข็งแกร่งกว่าคาด หลังบริษัทเกือบสองในสามของดัชนีรายงานผลประกอบการ โดย EPS เติบโตประมาณ +13% YoY สูงสุดในรอบสามปี และยังขยายตัว +7% ไม่รวม Commodities ขณะที่บริษัทค่ากลางดัชนีมีกำไรโตราว +7% ใกล้เคียงกับ S&P 500 สะท้อนว่าการฟื้นตัวไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่หรือกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
กำไรเฉลี่ยสูงกว่าคาดราว +3% นำโดย Technology, Financials และ Commodities สวนทางกับ Consumer ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ ขณะเดียวกัน บริษัทมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไร ส่งผลให้ Earnings Sentiment ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี
แนวโน้มระยะถัดไป Consensus คาด EPS ของ STOXX Europe 600 เติบโต +16.6% ในปี 2026 และ +9.5% ในปี 2027 โดยความต่อเนื่องของ Earnings Momentum ยังขึ้นอยู่กับแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ด้าน Valuation ดัชนีซื้อขายที่ Forward P/E ราว 14.7 เท่า ต่ำกว่า S&P 500 ที่ 19.5 เท่า แต่เป้าหมายระยะ 6 เดือนของ Goldman Sachs ที่ 645 จุดอยู่ใกล้เคียงระดับปัจจุบัน สะท้อนว่า Upside ของตลาดโดยรวมยังจำกัด โอกาสลงทุนจึงเน้น Sector Selection โดยเฉพาะ Banks, Technology, Telecoms และ Construction & Materials ซึ่งยังมี Earnings Momentum สนับสนุน
ปรับตัวลงรุนแรงในเดือน ก.ค. โดย KOSPI -22% MoM นับเป็นผลตอบแทนรายเดือนที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008 แม้ดัชนีจะฟื้นตัวแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 31 ก.ค. พร้อมแรงซื้อสุทธิรายวันจากนักลงทุนต่างชาติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยแรงขายตลอดทั้งเดือน
แรงกดดันหลักมาจากการลดความเสี่ยงและ Leverage หลังหุ้น Semiconductor และ Memory ปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า โดยนักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักหุ้น Technology ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้น Semiconductor ลดลงเหลือ 49.4% ขณะที่ Margin Loan ลดจาก 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ AUM ของ Leveraged ETFs ลดลงเกือบครึ่งจาก 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือ 26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การปรับฐานครั้งนี้จึงสะท้อน Deleveraging และการลดสถานะเก็งกำไรมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน โดยประมาณการกำไรล่วงหน้า 12 เดือนของ KOSPI ยังถูกปรับขึ้น +0.9% โดยเฉพาะกลุ่ม Technology ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใน AI Infrastructure และวัฏจักร Memory
แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นเกาหลีใต้อาจยังผันผวนในระยะสั้น เนื่องจาก Fund Flow ต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนและกระบวนการลด Leverage อาจยังไม่สิ้นสุด แต่การปรับฐานรุนแรงทำให้ Valuation เริ่มน่าสนใจ โดย KOSPI ซื้อขายที่ Forward P/E ราว 4.7 เท่า ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลก ขณะที่ Forward P/B อยู่ที่ 1.37 เท่า เทียบกับคาดการณ์ ROE ที่ยังสูงราว 25% เมื่อประกอบกับประมาณการกำไรที่ยังถูกปรับขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าราคาหุ้นปรับลงแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ Risk-Reward เริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยการกลับมาของเงินทุนต่างชาติและเสถียรภาพของหุ้น Semiconductor ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด
ตลาดหุ้นจีนเคลื่อนไหวแตกต่างกันชัดเจนในเดือน ก.ค. โดย Hang Seng +13.13% MoM สวนทางกับ CSI 300 -7.86% สะท้อนว่าแรงซื้อกระจุกตัวในหุ้นจีน Offshore มากกว่าตลาด A-share นำโดย Consumer Services, Retailing, Transportation, Autos และ Banking ขณะที่ Semiconductor ปรับฐานแรงหลังราคาปรับขึ้นมากในช่วงก่อนหน้า
Sentiment ตลาดได้รับแรงหนุนจากการประชุม Politburo เดือน ก.ค. ซึ่งส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายชัดเจนขึ้น พร้อมเร่งให้มาตรการที่ประกาศไว้เกิดผลในทางปฏิบัติและผลักดันเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยการเข้าจดทะเบียนของ CXMT ในตลาด STAR และแผน IPO ของ Unitree ช่วยสนับสนุนธีม Semiconductor, AI และ Humanoid Robotics ของจีน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง แม้กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือน มิ.ย. เติบโต +18.2% YoY แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับอ่อนแรงลง โดย Manufacturing PMI เดือน ก.ค. ลดลงสู่ 49.2 และ Services PMI อยู่ที่ 49.3 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 ทั้งคู่
แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นจีนยังได้รับแรงหนุนจากทิศทางนโยบายที่ผ่อนคลายขึ้นและแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง โดย Goldman Sachs คาด EPS ปี 2026 ของ CSI 300 และ MSCI Hong Kong เติบโต +20% และ +10% ตามลำดับ ขณะที่ Forward P/E ปี 2026 อยู่ที่ 14.8 เท่าและ 15.4 เท่า ตามลำดับ ด้านเป้าหมายดัชนี Goldman Sachs ให้เป้าหมายระยะ 12 เดือนของ CSI 300 ที่ 5,500 จุด หรือมี Upside ราว 20% และ MSCI Hong Kong ที่ 17,800 จุด หรือมี Upside ราว 10% สะท้อนว่า CSI 300 มี Earnings Growth และ Upside สูงกว่า แม้การฟื้นตัวยังขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นและการกลับมาของความเชื่อมั่นภาคเอกชน
ปรับตัวลงในเดือน ก.ค. โดย TAIEX -6.52% MoM หลังหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor ซึ่งนำตลาดในช่วงก่อนหน้าเผชิญแรงขายทำกำไร โดยกลุ่ม Information Technology ลดลงราว -9% และหุ้น Semiconductor ไม่รวม TSMC ลดลงถึง -20% ขณะที่ TSMC ปรับลงเพียง -1% ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนี
แรงกดดันหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ขายสุทธิหุ้นไต้หวันประมาณ 23.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือน ก.ค. โดยกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและกองทุน ETF เข้ามาช่วยรองรับแรงขาย อย่างไรก็ตาม AUM ของ Leveraged ETFs เพิ่มขึ้นแตะ 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเงินไหลเข้าสะสม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนจากการปรับสถานะตามทิศทางตลาด
ในด้านปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทที่รายงานแล้วเติบโต +119% YoY และ +26% QoQ โดย 51% รายงานกำไรสูงกว่าคาด นำโดยกลุ่ม Semiconductor และ Technology Hardware สอดคล้องกับเศรษฐกิจไต้หวันที่ขยายตัว +12.9% YoY ในไตรมาส 2 สูงกว่า Consensus ที่ +10.5% จากแรงหนุนของการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI
แนวโน้มระยะถัดไป Goldman Sachs ยังคงคำแนะนำ Overweight ตลาดหุ้นไต้หวัน และให้เป้าหมาย TAIEX ระยะ 12 เดือนที่ 51,000 จุด คิดเป็น Price Upside ราว 18% โดยคาดว่ากำไรปี 2026 จะเติบโตประมาณ 48% อย่างไรก็ตาม Valuation ของ TAIEX ที่ Forward P/E ราว 17.6 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 1.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำให้ตลาดยังอ่อนไหวต่อ Fund Flow และแรงขายในหุ้นเทคโนโลยี
เคลื่อนไหวแตกต่างกันชัดเจนในเดือน ก.ค. โดย Nikkei 225 -8.14% MoM ขณะที่ TOPIX +0.2% MoM เนื่องจาก Nikkei มีน้ำหนักหุ้น Semiconductor และ Technology สูง จึงได้รับผลกระทบจากแรงขายในกลุ่ม Semiconductor Production Equipment -23%, Electronic Components -22% และ AI Beneficiaries -17% หลังราคาปรับขึ้นแรงและ Positioning อยู่ในระดับสูง ส่วน TOPIX ได้แรงประคองจากการหมุนเงินเข้าสู่ Industrials, Financials, Autos, Shipping และหุ้นปันผลสูง ซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า
ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง โดยบริษัทใน TOPIX ซึ่งรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกแล้วราว 25% ของมูลค่าตลาด มีสัดส่วนกำไรสูงกว่าคาด 60% เทียบกับต่ำกว่าคาด 25% ขณะที่กำไรสุทธิรวมเติบโต +37% YoY สูงกว่า Consensus ก่อนเปิดฤดูกาลที่ +33% นอกจากนี้ บริษัทที่ปรับเพิ่ม Guidance มีจำนวนมากกว่าบริษัทที่ปรับลดในสัดส่วน 29 ต่อ 3 สะท้อนว่าแรงขายในตลาดยังไม่สอดคล้องกับทิศทางกำไรโดยรวม อย่างไรก็ตาม Positioning ในหุ้น AI ที่กระจุกตัวยังคงเป็นความเสี่ยงระยะสั้น โดยยอดสะสมหุ้นของนักลงทุนต่างชาติและยอดซื้อผ่าน Margin สูงกว่าช่วงก่อนการปรับฐานเดือน ก.ค.-ส.ค. 2024 ราว 20% และ 35% ตามลำดับ ทำให้หุ้นที่มี Valuation สูงและพึ่งพา AI Momentum เป็นหลักยังอ่อนไหวต่อแรงขายลดความเสี่ยง
แนวโน้มระยะถัดไป Goldman Sachs คาดกำไร TOPIX ปี FY2026 เติบโต +13% พร้อมให้เป้าหมายระยะ 12 เดือนที่ 4,500 จุด หรือมี Upside ราว 12% อย่างไรก็ตาม Forward P/E ที่ 16.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่ P/B อยู่ที่ 1.7 เท่า ทำให้ Upside ของตลาดต้องขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไร มากกว่าการขยายตัวของ Valuation
ปรับตัวขึ้นในเดือน ก.ค. โดย Nifty 50 +2.2% MoM แม้ยังลดลง -6.7% นับตั้งแต่ต้นปี แรงซื้อกระจายตัวในกลุ่ม IT, Autos, Pharma และ Real Estate ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent ซึ่งลดลงราว -8% ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานของอินเดียในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่
Fund Flow เริ่มฟื้นตัว โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นอินเดียราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นการซื้อสุทธิรายเดือนครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.พ. และสูงที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เอเชีย อย่างไรก็ตาม ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปียังอยู่ที่ 27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศยังเป็นแรงประคองหลัก ด้วยยอดซื้อสุทธิสะสมราว 54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง โดยบริษัทใน MSCI India ซึ่งรายงานงบแล้วคิดเป็น 66% ของมูลค่าดัชนี มีสัดส่วนกำไรสูงกว่าคาด 49% เทียบกับต่ำกว่าคาด 33% และมี Earnings Surprise เฉลี่ย +3% ขณะที่กำไรนอกกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เติบโต +13% YoY นำโดย Financials, Consumer Discretionary และ Consumer Staples นอกจากนี้ จำนวนบริษัทที่ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรเริ่มสูงกว่าบริษัทที่ถูกปรับลด สะท้อนว่า Earnings Momentum กำลังฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการบริโภคในชนบทยังต้องติดตาม หลังครึ่งหนึ่งของประเทศเผชิญภาวะฝนต่ำกว่าปกติ ขณะที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 8% และการเพาะปลูกพืชฤดูร้อนชะลอลง ซึ่งอาจกดดันรายได้ภาคเกษตรและอุปสงค์สินค้าอุปโภคบริโภคในระยะถัดไป
แนวโน้มระยะถัดไป Goldman Sachs คงมุมมอง Marketweight ต่อตลาดหุ้นอินเดีย และให้เป้าหมาย Nifty ที่ 26,500 จุดภายในเดือน มิ.ย. 2027 คิดเป็น Upside ราว 9% โดยคาดกำไร MSCI India ปี 2026 เติบโต +10% ขณะที่ Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 20.5 เท่า และมี Premium เหนือตลาดเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นถึง 94% ทำให้ Upside ระยะถัดไปต้องพึ่งพาการเติบโตของกำไรมากกว่าการขยายตัวของ Valuation
ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวลงแรงในเดือน ก.ค. โดย Vietnam Index -6.68% MoM จากแรงขายที่กระจายทั่วตลาด ท่ามกลาง Sentiment ที่อ่อนแอ เงินทุนต่างชาติไหลออก และการลด Leverage หลังยอด Margin Financing เพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งปีแรก เมื่อราคาหุ้นปรับลงจึงกระตุ้น Margin Call และนำไปสู่แรงขายโดยไม่เลือกปัจจัยพื้นฐาน
แรงขายนำโดย Communication Services -22.9%, Consumer Discretionary -15.9% และ Industrials -12.3% ขณะที่ Financials -7.4% และ Real Estate -4.7% ถูกกดดันจากความกังวลด้านสภาพคล่องในระบบธนาคารและแรงขายหุ้นกลุ่ม Vingroup ส่วนกลุ่ม Defensive อย่าง Consumer Staples -1.9% และ Energy -3.6% ปรับตัวได้ดีกว่าตลาด
อย่างไรก็ตาม แรงขายเริ่มผ่อนคลายในช่วงปลายเดือน โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น +5.3% MoM สู่ 596 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติลดลงเหลือ 444.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำที่สุดในรอบหลายเดือน นอกจากนี้ Fubon FTSE Vietnam ETF กลับมามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 เดือน สะท้อนว่าแรงกดดันจากการลด Leverage เริ่มลดลงและ Sentiment มีแนวโน้มทรงตัวมากขึ้น
การปรับฐานของราคาหุ้นสวนทางกับผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง โดยกำไรของบริษัทในตลาด HOSE ไตรมาส 2/2026 เติบโต +46.7% YoY ส่งผลให้กำไรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น +48.1% YoY นำโดย Real Estate, Materials, Consumer, Utilities และ Energy ขณะที่กำไรกลุ่มธนาคารยังขยายตัว แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันจาก Net Interest Margin ที่ลดลงและความแตกต่างด้านคุณภาพสินทรัพย์ระหว่างธนาคารขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก
แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดหุ้นเวียดนามอาจยังผันผวนในระยะสั้น แต่ Risk-Reward เริ่มน่าสนใจขึ้น หลัง Trailing P/E ลดลงสู่ราว 12.3 เท่า หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนทำระดับสูงสุดใหม่ นอกจากนี้ Valuation ของตลาดยังถูกดันขึ้นจาก Vingroup ซึ่งมีน้ำหนักราว 18% ของมูลค่าตลาด แต่สร้างกำไรเพียงประมาณ 2% ทำให้ P/E เมื่อไม่รวมกลุ่มดังกล่าวต่ำกว่าตัวเลขของดัชนีโดยรวม
ภาพระยะกลางยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ IMF คาดว่าจะเติบโต +7.1% ในปี 2026 ประกอบกับการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน FDI และการส่งออกที่แข็งแกร่ง รวมถึงการปฏิรูปกฎระเบียบภาคอสังหาริมทรัพย์และมาตรการเสริมสภาพคล่องในระบบธนาคาร ซึ่งจะเป็น Catalyst สำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาด
SET Index ปิดเดือน ก.ค. ที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น +2.01% MoM โดย Fund Flow ต่างชาติช่วยหนุนให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น +12% สู่ 73,900 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดยังผันผวนจาก DELTA ซึ่งเคยหนุนดัชนีราว 20 จุด ก่อนปรับตัวลงตามแรงขายหุ้น Technology สหรัฐฯ
ภาพเศรษฐกิจภายในประเทศปรับดีขึ้น โดย ธปท. เพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 จาก +1.5% เป็น +2.3% พร้อมคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ขณะที่ประมาณการ GDP ปี 2027 ถูกปรับขึ้นจาก +1.7% เป็น +2.1% หลัง พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาทมีผลบังคับใช้ โดยประมาณการใหม่รวมการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติม 2 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
แนวโน้มระยะถัดไป มุมมองตลาดหุ้นไทยในเดือน ส.ค. ยังคงเป็นบวก โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐ ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ความคาดหวังต่อเงินปันผลระหว่างกาล และงาน Thailand Focus ขณะเดียวกัน การหมุนเงินออกจากหุ้น Technology ที่มี Valuation สูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย อาจดึงดูด Fund Flow เข้าสู่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมของไทยซึ่งมี Valuation ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม โอกาสลงทุนมีแนวโน้มมาจาก Sector Rotation มากกว่าการปรับขึ้นทั้งตลาด โดยเน้นกลุ่ม Banking, Transportation, Health Care และ Tourism ซึ่งราคายังล้าหลังและมี Valuation น่าสนใจ ขณะที่ความผันผวนของตลาดโลกและความเสี่ยงด้านฐานะการคลังยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ตลาดตราสารหนี้โลกปรับตัวลงในเดือน ก.ค. โดย Bloomberg Global Aggregate Bond Index -0.5% MoM หลังราคาพลังงานที่สูงขึ้นและข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดประเมินว่าเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด ส่งผลให้ Bond Yield ของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ปรับขึ้น
แม้ธนาคารกลางหลักคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด แต่ถ้อยแถลงที่ยังมีโทน Hawkish ทำให้ตลาดไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยในสหรัฐฯ Bond Yield อายุ 2 ปีและ 10 ปีปรับขึ้นตามการประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ใหม่
พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเดือนนี้ แม้ผันผวนสูงระหว่างเดือน หลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมผลักดัน Bond Yield ขึ้นในช่วงแรก ก่อนทยอยปรับลดลง ส่วนยุโรป Bond Yield อายุ 10 ปีของอิตาลีเพิ่มขึ้นมากที่สุด สะท้อนความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงินของ ECB มากกว่าความกังวลต่อฐานะการคลังของประเทศ
ด้านตลาด Credit ตราสารหนี้ High Yield ได้รับผลกระทบจำกัดแม้ Credit Spread กว้างขึ้น เนื่องจากมี Duration สั้นและ Carry สูงกว่า ขณะที่ Investment Grade ให้ผลตอบแทนอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะหุ้นกู้กลุ่ม Technology ซึ่งถูกกดดันจาก Credit Spread ที่ขยายตัวและอุปทานหุ้นกู้ใหม่ หลัง Hyperscalers เร่งระดมทุนเพื่อรองรับการลงทุนใน AI Infrastructure
แนวโน้มระยะถัดไป ตลาดตราสารหนี้ยังอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ข้อมูลเงินเฟ้อ และท่าทีของธนาคารกลางหลัก โดยความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดอาจจำกัดผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว
ราคาทองคำทรงตัวในเดือน ก.ค. ปิดที่ 4,027 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ หลังทดสอบระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลายครั้ง ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -7.8% โดยแรงส่งเชิงบวกของราคา เงินทุนไหลเข้า Gold ETFs และการอ่อนค่าของดอลลาร์ ช่วยชดเชยแรงกดดันจาก Real Yield ที่อยู่ในระดับสูงและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลง
กระแสเงินทุนไหลเข้า Gold ETFs นำโดยกองทุนในยุโรป แม้ Real Bund Yield ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนว่าราคาทองคำเริ่มดึงดูดแรงซื้อหลังปรับฐาน และอุปสงค์การลงทุนยังสามารถฟื้นตัวได้แม้อยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูง
ความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่ยังต้องติดตาม หลังภาคธุรกิจเริ่มส่งผ่านต้นทุนและคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคปรับสูงขึ้น โดย World Gold Council ประเมินว่าเงินเฟ้อจะเริ่มมีอิทธิพลต่อราคาทองคำชัดเจนเมื่อสูงกว่า 4% อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่เร่งขึ้นไม่ได้เป็นบวกต่อทองคำโดยอัตโนมัติ เนื่องจากผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาของ Fed ทิศทาง Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และแนวโน้มเศรษฐกิจ
แนวโน้มระยะถัดไป หากเงินเฟ้อเร่งตัวและ Fed ตอบสนองด้วยนโยบายที่เข้มงวดขึ้น Bond Yield ที่สูงขึ้นอาจกดดันราคาทองคำในระยะสั้น แต่หากภาวะการเงินที่ตึงตัวนำไปสู่เศรษฐกิจชะลอลงและ Bond Yield ระยะยาวเริ่มลดลง ทองคำจะกลับมาได้รับแรงหนุน ประกอบกับอุปสงค์จากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชีย ซึ่งยังเป็นฐานสำคัญของราคาในระยะกลาง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งในช่วงต้นเดือน ส.ค. โดย S&P 500 ปิดทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,757.64 จุด และเพิ่มขึ้น +3.6% ในสัปดาห์แรกของเดือน ขณะที่ Nasdaq +5.2% จากการฟื้นตัวของหุ้น Semiconductor และ Software ประกอบกับผลประกอบการของ Hyperscalers ที่สะท้อนว่า AI Capex เริ่มสร้างรายได้ผ่าน Cloud และ AI Services อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ปัจจัยมหภาคกลับมาเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง หลัง Nonfarm Payrolls เดือน ก.ค. ลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 80,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ถูกปรับลดลงรวม 103,000 ตำแหน่ง แม้อัตราว่างงานลดลงสู่ 4.1% แต่ส่วนหนึ่งมาจาก Labor Force Participation Rate ที่ลดลงสู่ 61.4% ส่งผลให้ตลาดลดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และกดดัน Bond Yield กับค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนตัวลง
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังไม่หมดไป แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายในเดือน ก.ค. จะช่วยให้ราคาน้ำมันปรับลง แต่ความไม่แน่นอนกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือน ส.ค. หลังการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่มีข้อยุติ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ฟื้นขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตลาดจึงต้องติดตามทั้งราคาพลังงานและข้อมูล CPI สหรัฐฯ เดือน ก.ค. ซึ่งมีกำหนดประกาศวันที่ 12 ส.ค. เพื่อประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed อีกครั้ง
การฟื้นตัวของหุ้น AI ยังมีลักษณะ Selective โดยตลาดให้น้ำหนักกับบริษัทที่สามารถเปลี่ยน AI Capex เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง มากกว่าซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีม AI ในวงกว้าง ขณะเดียวกัน Market Breadth เริ่มดีขึ้น หลังแรงซื้อกระจายจาก Mega-cap Technology ไปยัง Semiconductor, Software, Industrials และหุ้นขนาดกลาง สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดเริ่มมีฐานที่กว้างขึ้นโดยสรุป LHFund มองว่าการปรับฐานในเดือน ก.ค. เป็น Momentum Reset มากกว่าจุดสิ้นสุดของ AI Cycle เนื่องจาก Earnings และ Cloud Growth ยังสนับสนุนการลงทุนใน Data Center, Computing, Memory, Networking และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม Upside ระยะถัดไปต้องขับเคลื่อนด้วย Earnings และ Cash Flow มากกว่าการขยายตัวของ Valuation
ใช้ Global Equity เป็นแกนหลักเพื่อรับโอกาสเติบโตของตลาดหุ้นโลก ควบคู่กับ Global Investment Grade Bond เพื่อสร้าง Carry และลดความผันผวน โดยมีบทบาทช่วยรองรับพอร์ต หากตลาดแรงงานชะลอตัวเร็วกว่าคาดหรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเพิ่มขึ้น
ทยอยสะสมธีม Semiconductor และ AI Infrastructure แบบ Selective โดยเน้นบริษัทที่มี Earnings Revision เป็นบวก กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และ Valuation สมเหตุสมผล ควบคู่กับการกระจายบางส่วนเข้าสู่ หุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มปันผลและกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิมที่มี Valuation น่าสนใจ ซึ่งได้แรงหนุนจากต้นทุนที่ลดลง ROE ที่ฟื้นตัว และโอกาสรับ Fund Flow จากการหมุนเงินออกจากหุ้น Technology ที่มี Valuation สูง
Source: Investingcom, JPMorgan, Goldman Sachs, World Gold Council, Reuters
Data as of : 10 Aug 2026
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน