Loading...
Loading...

แรงฟื้นต้นสัปดาห์สะดุด น้ำมัน–ดอกเบี้ยสูงกดดัน ขณะที่ AI ต้องพิสูจน์กำไรและกระแสเงินสด
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน โดย Dow Jones +0.4% WoW ขณะที่ S&P 500 −0.5% และ Nasdaq −0.7% แม้หุ้น Semiconductor ฟื้นตัวและผลประกอบการหนุนแรงซื้อสู่หุ้นนอกเทคโนโลยีช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ แต่ความกังวล AI Financing และราคาน้ำมันพุ่งกลับกดดันตลาดช่วงปลายสัปดาห์ โดยแรงขายลามถึงหุ้น Defensive สะท้อนว่า Sector Rotation ยังพยุงตลาดได้ไม่ต่อเนื่อง
• Bond Yield ลดลงจากต้นสัปดาห์ แต่ Higher-for-Longer ยังกดดัน - U.S. 10Y Yield ลดลงจากประมาณ 5.15% ช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนกลับขึ้นสู่ 4.999% ในวันศุกร์ หลังน้ำมันพุ่งเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ แม้ตลาดคาด Fed คงดอกเบี้ยเดือนต.ค.แต่ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค. ยังจำกัด Valuation
• AI Demand ยังมีแรงหนุน แต่ Financing Risk ไม่คลี่คลาย - ผลประกอบการช่วยหนุนหุ้น AI และ Semiconductor ฟื้นระหว่างสัปดาห์ แต่ Yield ตราสารหนี้ Neocloud บางรายใกล้ 15% สะท้อนความกังวลต่อต้นทุนเงินทุน ตลาดจึงให้น้ำหนักกับกระแสเงินสดที่รองรับ AI CapEx ควบคู่กับการเติบโตของรายได้
• Sector Rotation ช่วยตลาดบางช่วง แต่แรงซื้อยังไม่มั่นคง - Healthcare, Real Estate และ Utilities นำตลาดช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนหุ้น Defensive ถูกขายในวันศุกร์ ขณะที่ Semiconductor และ Cybersecurity บางบริษัทฟื้นสวนตลาด สะท้อนแรงซื้อรายบริษัทมากกว่าการฟื้นทั่วตลาด ด้าน VIX กลับขึ้นจาก 16.68 ระหว่างสัปดาห์มาปิดที่ 19.45 พร้อม Market Breadth ที่อ่อนแอลง
• น้ำมันเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและกำไรบริษัท - Brent ปิดสัปดาห์ที่ USD 116.72/บาร์เรล หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางเพิ่มความกังวลด้านอุปทาน แม้หนุนหุ้น Energy แต่กดดันต้นทุนธุรกิจ กำลังซื้อ และความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงิน
LH Fund มองว่า Earnings ยังพยุงตลาด แต่คุณภาพกำไรเป็นตัวแปรสำคัญ - หุ้นที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งยังได้รับความสนใจ แต่แรงขายปลายสัปดาห์สะท้อนความอ่อนไหวต่อน้ำมัน Bond Yield และความเสี่ยงด้านเงินทุน สัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตางบ Big Tech โดยเฉพาะรายได้ อัตรากำไร กระแสเงินสด และ AI CapEx Guidance ควบคู่กับการประชุม Fed และ Credit Spread
ข้อมูล ณ วันที่ 24 ต.ค. 69
จัดพอร์ตแบบ Core Port โดยใช้หุ้นโลกและตราสารหนี้คุณภาพเป็นแกนหลัก

สำหรับ Satellite Port เสริมโอกาสผ่านหุ้นการเงินและ Healthcare ที่มี Momentum เชิงบวก ส่วน AI และ Semiconductor ยังมีโอกาสเติบโตระยะยาว โดยใช้ผลประกอบการและกระแสเงินสดเป็นปัจจัยประกอบการเพิ่มน้ำหนัก
พอร์ตเสริมเพิ่มโอกาสและกระจายการลงทุนสู่ธีมเด่นและภูมิภาคที่มีศักยภาพทั่วโลก ผ่าน 3 สไตล์ การลงทุน

Contrarian Strategy คัดเลือกธีมการลงทุนที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนมูลค่า โดยมองหาโอกาสจากปัจจัยพื้นฐาน หรือ Catalyst ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าในอนาคต
LHSEMICON
SOXX ETF ปรับฐานเปิดจังหวะสะสม รับโอกาสระยะยาวจาก AI Infrastructure Cycle กองทุนหลัก SOXX ETF ปรับฐานจากความกังวลด้าน AI Valuation และต้นทุนเงินทุน ขณะที่การลงทุน AI Data Center ยังหนุนความต้องการชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI จึงมองโอกาสลงทุนตามแนวทาง Contrarian Strategy ด้วย Conviction ต่อการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรม Semiconductor โดยผู้ที่มีน้ำหนักครบตามกรอบแนะนำคงน้ำหนัก ส่วนผู้ที่ยังมีน้ำหนักต่ำกว่ากรอบอาจทยอยสะสมบริเวณแนวรับ พร้อมติดตามการประกาศงบการเงินและความต่อเนื่องของ AI Spending ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ เพื่อประกอบการเพิ่มน้ำหนักในระยะข้างหน้า
เราขอแนะนำ กองทุน LHSEMICON ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Semiconductor ผ่านกองทุนหลัก iShares Semiconductor ETF (SOXX) เพื่อรับโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปที่ขับเคลื่อนโดย AI Infrastructure
กรอบการลงทุน กอง Master: iShares Semiconductor ETF (SOXX) แนวรับ USD 465.00 | แนวต้านแรก USD 535.5 แนวต้านที่ 2 USD 595.5 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับแรก USD 465.00 จะมี Expected Return ประมาณ 15.2% - 28.1%)
Momentum Strategy คัดเลือกธีมการลงทุนที่อยู่ในช่วงการเติบโตเร่งตัว และได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกที่ชัดเจน เพื่อสร้างโอกาสจากทิศทางขาขึ้นของธีม
LHUSFIN
IYG ETF ส่งสัญญาณ Momentum ฟื้นตัว รับโอกาสเติบโตของธุรกิจการเงินสหรัฐฯ กองทุนหลัก IYG ETF ฟื้นตัวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ พร้อม RSI และ MACD บ่งชี้แรงซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น ขณะที่โอกาสเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยและกิจกรรมตลาดทุนช่วยเสริมมุมมองเชิงบวก จึงเน้นลงทุนตามแนวทาง Momentum Strategy เพื่อรับโอกาสจากการฟื้นตัวของหุ้นการเงินสหรัฐฯ โดยติดตามแนวโน้มกำไรควบคู่กับความต่อเนื่องของราคา
เราขอแนะนำ กองทุน LHUSFIN ซึ่งลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ iShares U.S. Financial Services ETF (IYG) เพื่อรับโอกาสจากการฟื้นตัวของหุ้นการเงินสหรัฐฯ
กรอบการลงทุน กอง Master iShares U.S. Financial Services ETF แนวรับ USD 89.60 | แนวต้าน USD 98.00 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับแรก USD 89.60 จะมี Expected Return ประมาณ 9.4%)
LHHEALTH
หุ้น Healthcare เดินหน้าขาขึ้น รับแรงหนุนจากแนวโน้มกำไรและนวัตกรรมยา หุ้น Healthcare เป็นทางเลือกในการกระจายการลงทุนออกจากหุ้น AI ท่ามกลางความกังวลด้าน Valuation และต้นทุนเงินทุน โดยมีความต้องการยาและนวัตกรรมการรักษาหนุนโอกาสเติบโตของกำไร ขณะที่ ภาพทางเทคนิคของกลุ่ม Healthcare มี Momentum เชิงบวก สะท้อนผ่าน IXJ ETF ที่ปรับขึ้นเหนือจุดสูงเดิมและเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ สนับสนุนการลงทุนใน LHHEALTH ตามแนวทาง Momentum Strategy
เราขอแนะนำ กองทุน LHHEALTH ซึ่งลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ AB International Health Care Portfolio เพื่อรับโอกาสเติบโตของธุรกิจสุขภาพทั่วโลก
กรอบการลงทุน *อ้างอิงจาก iShares Global Healthcare ETF (IXJ) แนวรับ USD 104.60 | แนวต้าน USD 117.90 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 104.60 จะมี Expected Return ประมาณ 12.7%)
Medium-Term Strategy คัดเลือกธีมที่มีศักยภาพเติบโตเชิงโครงสร้างระยะกลาง-ยาว จากเมกะเทรนด์โลกและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน
LHAI
AI เปลี่ยนจากกระแสเทคโนโลยี สู่เครื่องมือขับเคลื่อนประสิทธิภาพของธุรกิจ AI กำลังขยายบทบาทจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาบริการใหม่ เปิดโอกาสสร้างรายได้และกำไรให้บริษัทตลอดห่วงโซ่ และเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว ขณะที่กองทุนหลัก CHAT ETF ให้ผลตอบแทน YTD +27.65% จึงยังน่าสนใจภายใต้กรอบ Medium-Term Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHAI ลงทุนผ่าน ‘กองทุนหลัก’ Roundhill Generative AI & Technology ETF (CHAT) ซึ่งบริหารแบบ Active Management คัดเลือกบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก Generative AI และ AI Infrastructure
กรอบการลงทุน กอง Master: Roundhill Generative AI & Technology ETF (CHAT) แนวรับ USD 74.30 | แนวต้าน USD 94.00 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 74.30 จะมี Expected Return ประมาณ 26.5%)
LHLONGEVITY
การรักษามะเร็งเข้าสู่ยุค Precision Oncology เปิดโอกาสเติบโตระยะยาว กลุ่ม Oncology กำลังขับเคลื่อนสู่ Precision Oncology ผ่านการพัฒนายาและนวัตกรรมที่มุ่งรักษามะเร็งได้ตรงจุดมากขึ้น เปิดโอกาสเติบโตให้ผู้พัฒนาการรักษา ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนหลัก CANC ETF ให้ผลตอบแทน YTD +18.33% จึงยังน่าสนใจภายใต้กรอบ Medium-Term Strategy Conviction
เราขอแนะนำ กองทุน LHLONGEVITY ลงทุนใน ‘กองทุนหลัก’ Tema Oncology ETF (CANC) เพื่อเข้าถึงโอกาสจากนวัตกรรมการรักษามะเร็งและความต้องการรักษาโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น
กรอบการลงทุน กอง Master Tema Oncology ETF (CANC) แนวรับแรก USD 40.00 | แนวรับที่ 2 USD 38.40 แนวต้านแรก USD 42.48 แนวต้านที่ 2 USD 45.12 (หากเข้าซื้อบริเวณแนวรับ USD 40.00 จะมี Expected Return ประมาณ 6.2% -12.8%)
*การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะใช้อ้างอิง ETF ที่มี Correlation ใกล้เคียงกับกองทุนดังกล่าว สำหรับกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุก (Active) และไม่ใช่ ETF
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
เนื่องจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งอาจไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต